วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

จากหัวข้อ How to improve my English in 1 day? (1-2)

ได้กระเป๋ามาแล้ว ด่านอรหันต์ต่อไปคือตรวจคนเข้าเมือง พนักงานก็เชื้อสายสเปนอีกแล้ว สังเกตพนักงานในสนามบินหาที่เป็นผิวขาว ผมทอง ตาน้ำขาวนี่น้อยมาก ผิวสีทั้งนั้น ตอนแรกๆก็ตกใจนิดหน่อย เพราะกลัวว่าจะฟังสำเนียงเขาไม่รู้เรื่อง และคิดอยู่ในใจว่า นี่คืออเมริกาแน่นะ คงไม่ใช่เม็กซิโก แต่พอนึกถึงหนังที่ดูอยู่บ่อยๆ ก็ปลอบใจตัวเองว่า ก็โอนะ ...เหมือนในหนังอ่ะแหละ อเมริกาคือประเทศที่เป็นเบ้าหลอมวัฒนธรรม ที่จริงไม่ใช่แค่วัฒนธรรมหรอก แม้แต่เชื้อชาติ สัญชาติ เขาก็หลอมกันหมดแล้ว กลับมาที่พนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่อยู่ตรงหน้าเราดีกว่า คิดว่าถ้าแค่หน้าตากับท่าทางของเรา เขาคงไม่อนุญาตให้เราเข้าประเทศแน่  แต่เราถือเอกสารจากมูลนิธิฯมา เอกสารนี่ประหนึ่งบัตรศักดิ์สิทธิ์ที่เบิกทางให้เรา โดยที่ไม่ต้องตอบคำถามอะไรมาก อ่านๆ ดูๆ พลิกไปพลิกมา ถามว่ามาทำอะไร เราก็ตอบว่ามาเรียน ยื่นเอกสารให้เขาดู ถามระยะเวลาการอยู่อาศัยในประเทศเขา เราก็บอกไปว่าประมาณ 10 เดือน ที่จริงเอกสารที่เขาอ่านก็บอกอยู่แล้ว การตรวจคนเข้าเมืองแทบไม่มีปัญหาอะไร นอกจากเรื่องกระเป๋าที่มันพลัดหลงกันไปเท่านั้น ได้พักอยู่สักพัก ก็ต้องไปเตรียมรอหน้าเกตเพื่อขึ้นเครื่องไปลงที่สนามบินนานาชาติซานฟรานซิสโก จุดหมายปลายทางคือมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด พวกเรา(คนที่ได้รับทุนจากต่างๆหลากหลายประเทศ)ต้องมาเข้าร่วมการปฐมนิเทศที่นี่ก่อนจะมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางของแต่ละคน
(รูปนี้ไม่เกี่ยว แต่อย่างที่บอก ไม่ได้เอากล้องถ่ายรูปออกมาเลยระหว่างเดินทาง 
คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะทำยังไงต่อไป)

ที่คุณกฤต บอกไว้ว่าชิคาโกคือนครแห่งลม ใช่แล้วล่ะ นึกถึงขึ้นมาตอนนี้ ก็ยังจำได้เลยว่าลมแรงจริงๆที่นั่น แต่ตามลำดับเหตุการณ์แล้ว เรายังไปไม่ถึงอ่ะ เครื่องบินที่ต่อจากเวกัส มาซานฟรานฯ เป็นเครื่องบินขนาดเล็กล่ะ เล็กมากด้วยนะ ไม่เคยนั่งเครื่องบินเล็กอย่างนี้มาก่อนเลย ไม่น่าเกินสิบที่นั่งละมั้ง เรานั่งติดริมหน้าต่าง เบาะเดี่ยวด้วย แล้วอะไรก็ไม่เท่าของว่างบนเครื่องบิน เป็นขนมกรุบกรอบรูปเพรทเซล (รูปร่างเหมือนเท่านั้นนะคะ แต่มันไม่ใช่) แข็งมากถึงมากที่สุด กัดไม่ลงทีเดียว มิหนำซ้ำยังเค็มมากอีกด้วย เก็บไว้ก่อน ไว้เป็นเสบียงตอนฉุกเฉิน คิดว่ามันจะช่วยได้มั้ยนั่น แต่ ณ ตอนนี้ ร่างกายเราปรับเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงานเรียบร้อย มาถึงสนามบินซานฟรานซิสโก ก็ไปรับกระเป๋าออกมาอยู่ด้านหน้าสนามบินแต่ยังอยู่ในตัวอาคาร ความหนาวเข้ากระดูกก็เริ่มคืบคลานเข้ามา เพราะถึงแม้ว่ามองตรงไปที่ประตูจะยังเห็นพระอาทิตย์ยิ้มแฉ่งสบตาเราอย่างเรียกว่า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน แต่ดูนาฬิกาที่กำลังบอกเวลาเรานั้น มันสองทุ่มเข้าไปแล้ว ประสบการณ์ใหม่จริงๆนะคะ ใครไม่เคยไปเห็นก็ไม่มีทางรู้หรอก ว่าเวลาสองทุ่มแดดจะสามารถส่องประกายได้มากมายราวกับเพิ่งจะห้าโมงเย็น สิ่งที่อยู่ในหัวถัดมาคือเรื่องเงินและที่พัก จะพักไหนดี เวลานัดที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดคือวันพรุ่งนี้ วันนี้คือวันเดินทางและเขาไม่ได้จัดที่พักไว้ให้ คิดทบทวนสะระตะแล้วทั้งค่ารถไปหาโรงแรม ค่าโรงแรม ค่ารถไปมหาวิทยาลัยในวันรุ่งขึ้น เอาเหอะเราเจอทางออกแล้ว ...นอนสนามบิน เดี๋ยวก็เช้าแล้ว ไม่เหงาเท่าไหร่ด้วย มีเครื่องลงมาเป็นระยะๆ แต่ไม่มีใครสักคนจากเครื่อง ที่คิดเหมือนเรา แม้เราจะเห็นว่าบางคนนั้น ในภายหลังเราก็พบว่าเขาเป็นผู้รับทุนเหมือนเรา และได้เจอตอนที่เข้าปฐมนิเทศด้วย นึกถึงหนังเรื่อง The Terminal ขึ้นมาเลยทีเดียว แต่ตอนก่อนเดินทางนั้นไม่ได้ดู รู้เนื้อเรื่องคร่าวๆว่า เป็นผู้โดยสารที่ติดค้างอยู่ที่สนามบิน รายละเอียดก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก แอบคิดว่าสถานการณ์ของเราคงเหมือนเขาหรือเปล่านะ 555 ...แบบว่าเริ่มเพ้อเจ้อ คิดว่าถ้ามีโอกาสจะต้องดูให้ได้ แล้วพอได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็รู้สึกว่า เราโชคดีเท่าไหร่แล้วที่ได้นอนสนามบินแค่คืนเดียว ถ้าต้องอยู่อย่างนั้น ไปไหนก็ไม่ได้ คงจะบ้าตายแล้วมั้ง ในที่สุดเมื่อมาถึงอเมริกา เราก็ได้เป็น Homeless ในคืนแรกนั่นเอง ดูดีใช่มั้ยละ ไม่ใช่ว่าใครก็จะเป็นกันได้ง่ายๆนะ คนมีเพื่อน มีเงิน เขาไม่ได้เป็นกันหรอก ...นี่แน่ใจแล้วเหรอที่คิดอย่างนั้น ...อ้าว! ไม่ใช่หรอกเหรอ 555

คืนนั้นผ่านไปอย่างหนาวเหน็บ มันหนาวจริงๆนะ นอกจากหนาวกายแล้ว ยังหนาวใจอีกด้วย ทั้งคืนไม่มีใครสักคน แม้แต่เจ้าหน้าที่ เดินเข้ามาถาม หรือทักทาย แต่เอาจริงๆในใจก็คิดว่า ไม่มาถามก็ดีแล้ว ถ้าพูดกับเขาไม่รู้เรื่องขึ้นมา สื่อสารผิดๆถูกๆ เดี๋ยวงานจะเข้าอีก ตื่นนอนตอนเช้า จะพูดให้ถูกคือ ตื่นตลอดคืน แต่ได้เวลาขยับขยายแล้ว เราควรต้องรีบไปดีกว่า เราต้องการห้องพักนอนอุ่นๆ เตียงนุ่มๆ สบายๆ ซึ่งวันนี้เราจะสามารถหาได้จากห้องพักที่มหาวิทยาลัย ว่าแล้วก็ลากกระเป๋า 2 ใบใหญ่ โดยเอาใบนึงเทินกับอีกใบหนึ่ง แล้วเอากระเป๋าแครี่ออน วางบนที่ลาก สะพายกระเป๋าโน้ตบุ๊ค แล้วลากโทงๆออกไปหาแท็กซี่ โดยจุดหมายปลายทางคือ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ไม่แน่ใจว่าเพราะเราเป็นคนเอเซีย หรือเพราะเขาเป็นคนผิวดำ คนขับรถที่เราตกลงว่าจะไปกับเขา ไม่มีท่าทีกระตือรือร้นมาช่วยเราขนกระเป๋าเลย เรางี้แทบจะต้องแบกขึ้นท้ายรถเองด้วยซ้ำ หรือว่ามันเป็นวัฒนธรรมของเขา ซึ่งอันนี้เราก็ไม่แน่ใจ เอาเถอะแค่นายพาฉันไปจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัยก็พอ ... การเดินทางไปมหาวิทยาลัยฯ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่มันดันไปยากตรงที่หาจุดส่งเรานี่แหละ ซึ่งเราก็ไม่รู้ด้วยว่ามันคือตรงไหน คนขับรถก็ใจดีมาก ไม่ทิ้งผู้โดยสารเลยนะคะ ทั้งๆที่ก็มาถึงมหาวิทยาลัยแล้ว วนหาสถานที่ที่น่าจะเป็นที่พักสำหรับเราอยู่นานพักใหญ่โดยมิเตอร์ก็ไหลไปเรื่อยๆค่ะ จนในที่สุดก็เจอ (โลกสวย จะบอกว่า ขอบคุณนะคะที่ช่วยหาให้และวนหาจนเจอ ไม่งั้นคงลำบากน่าดู) แต่โลกเราไม่ได้สวยขนาดนั้น และเป็นโลกที่ออกจะขาดปัจจัย เสียไปร้อยกว่าเหรียญ คิดเป็นเงินไทย สามพันกว่าบาทหรือเกือบสี่พัน จำนวนเงินขนาดนั้น ฉันกินทั้งเดือนเลยนะนั่น ...ต้องทำใจ ค่าครองชีพคงไม่เท่ากัน ยิ้มสู้ค่ะ แล้วจ่ายไป T^T

สำหรับเรา ยังไม่ได้เจออุปสรรคทางภาษาเท่าไหร่นัก เพราะของจริงมันยังไม่เริ่มนะสิ ...การสื่อสารในระดับงูๆปลาๆ ถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะผ่านด่านมาได้ตั้งขนาดนี้ด้วยตัวคนเดียว แต่ความรู้สึกมันก็ตื่นเต้นน่าดู เมื่อได้แจ้งชื่อให้กับเจ้าหน้าที่แล้ว เขาก็จัดแจงให้เราเข้าที่พัก ที่จริงวันนี้เป็นวันเดินทางเข้าที่พักอีก 1 วัน จะยังไม่มีกิจกรรมอะไร ต้องรอให้สมาชิกจากประเทศต่างๆเดินทางมาให้ครบก่อน วันเริ่มกิจกรรมจริงๆจะเป็นวันพรุ่งนี้ (สรุปคือเรามาเร็วไป 1 วัน ) ที่จริงก็ไม่เร็วหรอกมั้งแต่เราเดินทางหาอดีตนี่นา เขาช้ากว่าเราประมาณ 12 ชั่วโมง แต่ก็ถือเป็นโอกาสอันดี เพราะเราได้พักผ่อนนานมาก นานจนขนาดว่า ตื่นมาวันใหม่ อาการเจ็ทแล็กหายเป็นปลิดทิ้ง ไม่มีหลงเหลือเลยทีเดียว เพราะได้นอน 12 ชั่วโมงรวด ตื่นมาแป้บนึงตอนรูมเมทมา แล้วก็นอนต่อจนเช้า ...

จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าตอนนี้พูดถึงคำว่า water (จำผิดก็ขออภัยค่ะจำเนื้อหาได้ จำบทไม่ได้นี่เป็นเรื่องปกติของเราเลย) จะสั่งน้ำกินก็ช่างยากเย็น เพราะสำเนียงบ้านเขากับบ้านเราก็ช่างต่างกัน แต่กระนั้นก็ไม่มีปัญหาสำหรับเราไม่ใช่เพราะสำเนียงดี แต่เป็นเพราะความสามารถอดน้ำได้ยาวนานกว่าคนทั่วไป ยิ่งระหว่างเดินทางนี่ไม่กินอะไรก็อยู่ได้เป็นวันๆ ดังนั้นอาศัยความเป็นอูฐเลยรอดโจทย์ยากนี้มาได้ (กรุณาอย่าลอกเลียนแบบ^^) สรุปในหนึ่งวันไม่ได้พัฒนาภาษาอังกฤษด้านการพูดไปถึงไหนเลย จะได้ก็การฟังให้หูคุ้นกับสำเนียงแปลกๆ แต่ที่ได้รับการ improve มากๆเลยก็คือสุขภาพร่างกายค่ะ เรียกว่าหนีอาการ jet lag ได้ ด้วยการนอน 1 วันเต็มๆ เทคนิคนี้ยังนำกลับมาใช้ที่เมืองไทยอีกด้วย 😁😁😁

BR Return !!!

ภาพ 1 แสดงให้เห็นว่าสมองก็รกประมาณนี้แหละ แหะๆ ^^''


จากวันสุดท้าย ที่ได้อัพเดทบล็อกนี้ ก็ 13-11-58 เรียกได้ว่านานพอสมควร ถึงนานมาก 555 ล่อไปตั้งเกือบปีครึ่ง ...แต่จากที่ได้ป่าวประกาศไว้ว่ายังไงต้องให้จบ เพราะมีแรงบันดาลใจ(ที่จริงมีแนวทางซะมากกว่า) ต้องให้เสร็จให้ได้ (แม้จะใช้วิธีการไล่หลังหนังสือคนอื่นก็ตาม) อย่างน้อยตั้งเป้าหมายไว้แล้วก็ควรจะทำให้ได้นี่นา ช้าหน่อยก็อย่าว่าตัวเองเลยนะ (คนอื่นว่าเราก็คงไม่รู้หรอก แล้วจะมีสักกี่คนกันที่เข้ามาอ่าน แล้วอยากอ่านต่อ) ...ทั้งหมดทั้งมวลก็แค่ อยากเขียนให้มันจบ เพราะไม่อยากลบความทรงจำในอดีตออกไป ...

จะหาว่าแก้ตัวก็เอาเหอะ ก็คงแก้ตัวจริงๆ พอเข้าสู่ฤดูกาลทำงาน โหมดว่างก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี แต่ก็มักชอบทำตัวเป็นฤาษีจำศีล (นอน)สมาธิอยู่บ่อยๆ ไม่มีการพักผ่อนใด ได้ผลเท่าการนอน (อันนี้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล) การทำงานที่ผ่านมา งานประจำวัน มันก็จัดตารางได้ แต่ปัญหามันอยู่ที่งานจรนี่ละ มันจัดเหลือเกิน (ที่มาของคำว่า "จรจัด" หรือเปล่า) ยิ่งปีที่ผ่านมางานภาคสนามเป็นว่าเล่น ถ้าออกภาคสนามแล้ว ไม่ต้องถามถึงคอมพิวเตอร์หรอกนะ โทรศัพท์ยังไม่ได้ยกขึ้นมาดูเลย มันเหนื่อยยยยย...

ที่บ่นๆมานี่ก็ไม่ใช่อะไร บางคนก็อาจจะคิดว่าทำไมไม่แบ่งเวลา ...จะบอกว่า เวลาเนี่ยะ ตอนแบ่งมันก็ง่ายนะ แบ่งเป็นเสี้ยวๆกันเลยทีเดียว แต่พอแบ่งได้แล้ว ทำตามที่แบ่งนี่ยากโคตรอ่ะ อย่างเช่น เราก็แบ่งเบื้องต้น นอน 8 ทำงาน 8  กิจกรรมอื่นๆ 8 (เราต้องนอนเยอะนะ ไม่งั้นเพลีย สมงสมองไปหมด มีผลต่องานประจำอีก จะว่าเราขี้เกียจก็เอาเหอะ) ทำงาน 8 ไม่พอ ต้องเอาของกิจกรรมอื่นๆ มาทบให้งาน เช่น เริ่มงาน 7 โมงเช้า เลิก 17.00  กิจกรรมอื่นๆ ต้องบวกเพิ่มสำหรับการเตรียมตัวประมาณ 1 ชั่วโมง กินข้าวพร้อมเลยในเวลางาน อีก 1 ชั่วโมง เวลางานเอาเราไปแล้ว 10 ชั่วโมง (นี่คือสำหรับงานประจำ) ไม่รวมงานจร(จัด)ถ้าเข้ามาวันๆ ไม่ต้องทำอย่างอื่นแล้ว หนังสือฯแต่ละอันมาก็ประมาณ ด่วน ด่วนมาก ด่วนที่สุด แล้วเราก็ต้องทำอย่าง โคตรด่วน บางงานก็กินเวลาที่เราจะได้ทำกิจกรรมอื่นไปอีก 2-3 ชั่วโมงต่อวัน กิจกรรมอื่นๆที่เราให้ความสำคัญก่อน คือ ออกกำลังกาย ประมาณ 1 ชั่วโมง  เอาละเบ็ดเสร็จเหลือเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงสำหรับนักเขียนฟรีแลนซ์ ยันฟรีค่าตัว อย่างเรา ถามว่าพอมั้ย??? ...กว่าจะต่อติดก็พักนึงเลยนะ ...เอาสรุปคือ สำหรับเรา เราก็รู้จักแบ่งเวลานะ แต่แค่เราทำตามที่แบ่งไม่ได้เท่านั้นแหละ (แล้วคือมันก็เหมือนกันใช่หรือเปล่าละนั่น ก็คงงั้น)

แต่ถึงอย่างไร เราไม่ได้พับเก็บโปรเจคอันนี้ (โปรเจคส่วนตัว ) และตั้งใจว่าจะจบมันให้ได้อย่างแน่นอน บางครั้งเราก็เป็นคนประเภท ใครจะสนใจหรือไม่ ฉันไม่แคร์ แต่ฉันจะทำ ...มีแนวเป็นของตัวเองว่างั้น ซึ่งมันดีหรือไม่ดี อันนี้เราก็ไม่แน่ใจ ^^ ... ติดตามอ่านกันต่อนะคะ (ถ้าชอบ) ถ้าไม่ชอบก็ไม่เป็นไร จะบอกว่าด่าได้แต่อย่าแรงก็ไม่กล้า กลัวโดนด่าเบาๆ แล้วเราทำใจไม่ได้ เราเป็นคนเซนซิทีฟ เอาเป็นว่าอย่าด่าเลยนะคะ ข้ามไปก็พอ ...ขอบคุณค่ะ