มุมไฮไลท์ประจำสนามบินสุวรรณภูมิ นี่น่าจะเป็นรูปชุดสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่อง และเราก็ไม่ได้แตะกล้องอีกเลย เพราะปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ผ่านด่านตรวจเข้าเกตไป พยายามทำตัวให้หูไวตาไว ฟังประกาศไม่ให้พลาด เพราะกลัวอย่างมากกับการตกเครื่อง ยกแรกจากเมืองไทย รอดไปได้ เพราะอย่างน้อยก็ยังอยู่ในประเทศไทย ยกต่อๆไป อยู่นอกประเทศล้วนๆ ต้องใช้ทักษะการฟังอย่างสูง และนอกจากจะฟังแล้ว เราเองก็ถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดอีกด้วย
ขึ้นเครื่องบิน ถึงแม้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ก็เป็นครั้งแรกที่บินไกลและบินนาน ไม่ว่าจะได้ยินประกาศอะไร สัญญาณอะไร ดังขึ้น ทำตามทุกอย่าง ซึ่งที่จริงไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้ แต่แบบว่า...ปลอดภัยและสบายใจไว้ก่อน ไม่อยากมีปัญหาอะไรแม้แต่นิดเดียว เวลาที่การอ้าปากพูดหรืออธิบายเป็นอะไรที่ค่อนข้างยาก พอได้ยินเขาประกาศแนะนำตัว กัปตัน สาธิตการใช้เครื่องช่วยหายใจ ชูชีพ ก็ตั้งหน้าตั้งตาดู อ่านเซฟตี้การ์ด เป็นอย่างดี...ส่วนมากจะดูรูปจนเข้าใจ เขาบอกว่าอะไรอยู่ตรงไหนก็จับก็คลำว่ามันมีอยู่อย่างเขาบอกจริงๆ สัญญาณให้รัดเข็มขัดดังขึ้นก็รีบรัดเข็มขัด ไฟสัญญาณดับ ก็เอาเข็มขัดออก เรื่องสูบบุหรี่ไม่มีปัญหา เพราะว่าไม่สูบอยู่แล้ว แต่ที่น่าเสียดายคือ กล้องถ่ายรูป ก็เขาดันประกาศว่า ให้งดใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด เลยเป็นที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งว่า ไม่มีรูปบนเครื่อง หรือวิวบนท้องฟ้า เก็บมาไว้ดูบ้างเลย จำได้แต่ว่าการเดินทางอันแสนยาวนาน เหมือนผ่านทั้งกลางวันและกลางคืน ท้องฟ้าที่เห็นในระดับสายตา คือฟ้าในระดับเหนือเมฆ เห็นแสงอาทิตย์ที่เส้นขอบฟ้า แล้วพอกลางคืนก็มืดมาก จำไม่ได้ว่าเห็นดาวบ้างมั้ย รู้แต่มันมืด การได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก บนท้องฟ้าระดับเหนือเมฆก็เป็นอะไรที่น่าประทับใจเหมือนกัน
รู้สึกว่าไม่มีคนไม่มีใคร ที่เราจะทำความรู้จักได้ มองไปก็ไม่เจอคนไทยสักเท่าไหร่ อาจจะมีอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้นั่งใกล้กัน สุดท้ายก็หลับไป สิ่งฆ่าเวลาสำหรับการเดินทางครั้งนี้คือการนอนหลับ แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเราคิดว่าการนอนหลับนั้นช่วยป้องกันอาการเจ็ตแลค (อันนี้คิดเอาเองว่าการหลับช่วยได้)
โดดเดี่ยวคนเดียวจากกรุงเทพ สู่นาริตะ ต่อมาถึงลาสเวกัส ทุกการขึ้นเครื่องลงเครื่องไม่มีปัญหา จนมาที่สุดท้าย สนามบินลาสเวกัส เป็นที่ๆต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ก็เจอปัญหาเล็กน้อยเรื่องกระเป๋าเดินทาง เพราะไม่สามารถหาเจอได้ ถ้าเป็นเมืองไทยบอกตรงๆนะว่า ถ้าหากระเป๋าไม่เจอหรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นอย่างนี้ มีแต่กลัวกับกลัวอ่ะ แต่ที่นี่ทำไมไม่รู้สึกกลัวก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าต้องมีคนช่วยเรา มั่นใจมากขนาดนั้นเลย เมื่อไม่เจอกระเป๋าสัมภาระสองใบของเราแน่แล้วที่สายพานรับกระเป๋า เดินไปเดินมา เจอเคาน์เตอร์นึง เห็นใส่ชุดเป็นพนักงานในสนามบินนี่แหละ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเคาน์เตอร์นี้ทำอะไร แต่ก็ตัดสินใจเดินเข้าไปถาม พนักงานผู้หญิงหน้าตาบ่งบอกว่ามีเชื้อสายสเปนปนๆกับอเมริกันผิวดำ ก็ถามมาว่า สติ๊กเกอร์สัมภาระมีอยู่มั้ย จะตรวจสอบให้ เราก็เลยยื่นให้เขาไป สักพักเขาก็เอาไปสแกนบาร์โค้ดหรืออะไรสักอย่าง แล้วก็บอกให้เรารอสักครู่ แล้วเขาก็บอกเราว่าจะไปรับกระเป๋าได้ที่ไหน ...รอดไป
วันนี้สั้นจัง ...เหนือฟ้า ไม่มีอะไรเลย landing อย่างรวดเร็ว (แต่ตอนเดินทางจริงๆไม่เร็วอย่างนี้หรอกนะ เป็นวันเต็มๆเห็นจะได้) เหมือนอย่างที่บอกว่ารู้สึกตัวเองเหมือนหมู กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็กิน อยู่อย่างนี้ จำได้ว่าสี่ห้ามื้อเห็นจะได้ แต่บอกไม่ได้ว่ามื้อไหนเป็นมื้อไหน บอกตรงๆว่า เวลาบนนาฬิกาข้อมือไม่ได้ช่วยอะไรเลยจริงๆ ระยะเวลาของการเดินทางมันยาวนาน แต่เวลากลับถอยหลังซะงั้น ...งงมั้ย???
ไปค่ะ ...พรุ่งนี้ไปเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา กัน จะเข้าได้อย่างผ่านฉลุย หรือยังต้องมีอุปสรรคอีกนะ ชักจะตื่นเต้นแล้วสิ (กลับมาเขียนเรื่องราวการเดินทางครั้งนี้ ก็รู้สึกว่าเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน แม้จะมีหลายอย่างที่ลืมเลือนไป แต่ก็มีอีกหลายอย่างผุดขึ้นมาในใจ หลายอย่างที่เราลืมไปแล้ว และหลายอย่างที่เราอยากลืม ...เพราะไม่ใช่ทุกอย่างในการเดินทางจะน่าจดจำแต่มันก็ยังฝังใจ)





