วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เหนือฟ้ามหาสมุทรแปซิฟิก


มุมไฮไลท์ประจำสนามบินสุวรรณภูมิ นี่น่าจะเป็นรูปชุดสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่อง และเราก็ไม่ได้แตะกล้องอีกเลย เพราะปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ผ่านด่านตรวจเข้าเกตไป พยายามทำตัวให้หูไวตาไว ฟังประกาศไม่ให้พลาด เพราะกลัวอย่างมากกับการตกเครื่อง ยกแรกจากเมืองไทย รอดไปได้ เพราะอย่างน้อยก็ยังอยู่ในประเทศไทย ยกต่อๆไป อยู่นอกประเทศล้วนๆ ต้องใช้ทักษะการฟังอย่างสูง และนอกจากจะฟังแล้ว เราเองก็ถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดอีกด้วย 

ขึ้นเครื่องบิน ถึงแม้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ก็เป็นครั้งแรกที่บินไกลและบินนาน ไม่ว่าจะได้ยินประกาศอะไร สัญญาณอะไร ดังขึ้น ทำตามทุกอย่าง ซึ่งที่จริงไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้ แต่แบบว่า...ปลอดภัยและสบายใจไว้ก่อน ไม่อยากมีปัญหาอะไรแม้แต่นิดเดียว เวลาที่การอ้าปากพูดหรืออธิบายเป็นอะไรที่ค่อนข้างยาก พอได้ยินเขาประกาศแนะนำตัว กัปตัน สาธิตการใช้เครื่องช่วยหายใจ ชูชีพ ก็ตั้งหน้าตั้งตาดู อ่านเซฟตี้การ์ด เป็นอย่างดี...ส่วนมากจะดูรูปจนเข้าใจ เขาบอกว่าอะไรอยู่ตรงไหนก็จับก็คลำว่ามันมีอยู่อย่างเขาบอกจริงๆ สัญญาณให้รัดเข็มขัดดังขึ้นก็รีบรัดเข็มขัด ไฟสัญญาณดับ ก็เอาเข็มขัดออก เรื่องสูบบุหรี่ไม่มีปัญหา เพราะว่าไม่สูบอยู่แล้ว แต่ที่น่าเสียดายคือ กล้องถ่ายรูป ก็เขาดันประกาศว่า ให้งดใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด เลยเป็นที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งว่า ไม่มีรูปบนเครื่อง หรือวิวบนท้องฟ้า เก็บมาไว้ดูบ้างเลย จำได้แต่ว่าการเดินทางอันแสนยาวนาน เหมือนผ่านทั้งกลางวันและกลางคืน ท้องฟ้าที่เห็นในระดับสายตา คือฟ้าในระดับเหนือเมฆ เห็นแสงอาทิตย์ที่เส้นขอบฟ้า แล้วพอกลางคืนก็มืดมาก จำไม่ได้ว่าเห็นดาวบ้างมั้ย รู้แต่มันมืด การได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก บนท้องฟ้าระดับเหนือเมฆก็เป็นอะไรที่น่าประทับใจเหมือนกัน  

รู้สึกว่าไม่มีคนไม่มีใคร ที่เราจะทำความรู้จักได้ มองไปก็ไม่เจอคนไทยสักเท่าไหร่ อาจจะมีอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้นั่งใกล้กัน สุดท้ายก็หลับไป สิ่งฆ่าเวลาสำหรับการเดินทางครั้งนี้คือการนอนหลับ แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเราคิดว่าการนอนหลับนั้นช่วยป้องกันอาการเจ็ตแลค (อันนี้คิดเอาเองว่าการหลับช่วยได้) 

โดดเดี่ยวคนเดียวจากกรุงเทพ สู่นาริตะ ต่อมาถึงลาสเวกัส ทุกการขึ้นเครื่องลงเครื่องไม่มีปัญหา จนมาที่สุดท้าย สนามบินลาสเวกัส เป็นที่ๆต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ก็เจอปัญหาเล็กน้อยเรื่องกระเป๋าเดินทาง เพราะไม่สามารถหาเจอได้ ถ้าเป็นเมืองไทยบอกตรงๆนะว่า ถ้าหากระเป๋าไม่เจอหรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นอย่างนี้ มีแต่กลัวกับกลัวอ่ะ แต่ที่นี่ทำไมไม่รู้สึกกลัวก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าต้องมีคนช่วยเรา มั่นใจมากขนาดนั้นเลย เมื่อไม่เจอกระเป๋าสัมภาระสองใบของเราแน่แล้วที่สายพานรับกระเป๋า เดินไปเดินมา เจอเคาน์เตอร์นึง เห็นใส่ชุดเป็นพนักงานในสนามบินนี่แหละ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเคาน์เตอร์นี้ทำอะไร แต่ก็ตัดสินใจเดินเข้าไปถาม พนักงานผู้หญิงหน้าตาบ่งบอกว่ามีเชื้อสายสเปนปนๆกับอเมริกันผิวดำ ก็ถามมาว่า สติ๊กเกอร์สัมภาระมีอยู่มั้ย จะตรวจสอบให้ เราก็เลยยื่นให้เขาไป สักพักเขาก็เอาไปสแกนบาร์โค้ดหรืออะไรสักอย่าง แล้วก็บอกให้เรารอสักครู่ แล้วเขาก็บอกเราว่าจะไปรับกระเป๋าได้ที่ไหน ...รอดไป

วันนี้สั้นจัง ...เหนือฟ้า ไม่มีอะไรเลย landing อย่างรวดเร็ว (แต่ตอนเดินทางจริงๆไม่เร็วอย่างนี้หรอกนะ เป็นวันเต็มๆเห็นจะได้) เหมือนอย่างที่บอกว่ารู้สึกตัวเองเหมือนหมู กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็กิน อยู่อย่างนี้ จำได้ว่าสี่ห้ามื้อเห็นจะได้ แต่บอกไม่ได้ว่ามื้อไหนเป็นมื้อไหน บอกตรงๆว่า เวลาบนนาฬิกาข้อมือไม่ได้ช่วยอะไรเลยจริงๆ ระยะเวลาของการเดินทางมันยาวนาน แต่เวลากลับถอยหลังซะงั้น ...งงมั้ย???

ไปค่ะ ...พรุ่งนี้ไปเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา กัน จะเข้าได้อย่างผ่านฉลุย หรือยังต้องมีอุปสรรคอีกนะ ชักจะตื่นเต้นแล้วสิ (กลับมาเขียนเรื่องราวการเดินทางครั้งนี้ ก็รู้สึกว่าเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน แม้จะมีหลายอย่างที่ลืมเลือนไป แต่ก็มีอีกหลายอย่างผุดขึ้นมาในใจ หลายอย่างที่เราลืมไปแล้ว และหลายอย่างที่เราอยากลืม ...เพราะไม่ใช่ทุกอย่างในการเดินทางจะน่าจดจำแต่มันก็ยังฝังใจ)

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ใต้ปีกพญาอินทรี

การเดินทางไปสนามบิน ก็คงเหมือนบ้านนอกเข้ากรุงทั่วไป พ่อแม่พี่น้อง ญาติๆ ไปส่งกันเต็มรถตู้  ยังแซวอยู่ว่าขึ้นรถกันครบทุกคนแล้ว เหลือคนที่จะไปนี่แหละ ไม่มีที่นั่ง หลานสาวตัวน้อยก็ไปส่งด้วย ที่จริงหลานสาวก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เราเกือบจะลังเล ถ้าเป็นตอนแรกๆที่ยังตกงานแล้วอยู่บ้านเลี้ยงหลานคงไม่มา แต่นี่เราละวางหน้าที่นั้นไปได้ปีกว่าๆแล้ว และหลานก็โตพอสมควร หลานคนนี้เราเลี้ยงเขามาตั้งแต่อายุได้ 3 วัน (พ่อแม่ไม่ได้ทิ้งไปไหน แต่ว่าพวกเขาต้องไปทำงาน) เราเองลาออกจากงานที่กรุงเทพฯมา เพราะรู้สึกว่ามันสุดทน พอดีประจวบเหมาะกับที่พี่สาวคลอดลูกสาวคนนี้ออกมาพอดี เลยมีงานที่เป็นหน้าที่ยิ่งใหญ่ให้รับผิดชอบมากกว่าการหารายได้ใช้จ่าย จุนเจือครอบครัว หน้าที่ดูแลฟูมฟักให้เขาเติบโตเป็นเด็กดี นี่ก็ค่อนข้างยากแต่ว่าเป็นงานที่รักและเราก็ตั้งใจทำอย่างมาก จนวันหนึ่งเมื่อเราเองต้องนึกถึงครอบครัวของเราบ้าง ก็ได้เวลาที่เราต้องออกไปทำหน้าที่เวิร์คกิ้งวูแมนและหลังจากนั้นก็ไม่มีโอกาสได้ทำหน้าที่นั้นอีกเลย เพราะพี่สาวตั้งท้องลูกคนที่สอง และคลอดออกมาในช่วงเวลาที่เรายังอยู่ที่อเมริกาอยู่เลย ส่วนตัวเราเองไม่ต้องพูดถึง ไม่มีโอกาสได้ทำหน้าที่นั้นอีกแล้ว ...จบไป



ถึงสนามบินก็รอคอยเชคอินอย่างใจจดใจจ่อ มีแต่ความรู้สึกตื่นเต้น แม้จะสัมผัสได้ว่า พ่อแม่มีความอาลัยอาวรณ์ก็ยังไม่สามารถเรียกน้ำตาให้ไหลออกมาได้ เพราะในหัวคิดไว้ตลอดเวลาว่า พอพ้นตรงนี้ไป เราเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบตัวเองทั้งหมด สิ่งศักดิ์สิทธิ์(สิงห์สองตัว มีความหมายโดยนัยว่า ให้มีใจเด็ดเดี่ยวเหมือนสิงห์ หากินได้ง่ายไม่อดอยาก...ดูจากหุ่นเราแล้วคงไม่ยอมอด เหอะๆๆ)ที่มีที่ได้จากคนใกล้ชิดและครอบครัวก็เอาติดตัวไว้ แต่ต้องถอดตอนที่ผ่านด่านเลยคิดว่าเอายัดกระเป๋าสะพายไปก่อนจะดีกว่า  เรื่องความไม่เข้าใจในการเดินทางนี้ ทุกคนตั้งคำถามตลอด ไปทำไม ไปทำอะไร ไปแล้วได้อะไร เราก็ตอบไป หาเหตุผลร้อยแปดพันเก้าว่าการเดินทางครั้งนี้มีข้อดีอะไร แต่ทั้งหมดทั้งมวลในใจคิดแค่ว่า "อยากไป" เรื่องความไม่เข้าใจอะไรไม่เท่ามารู้ทีหลังว่าหลานสาวไม่รู้ว่านี่คือ การเดินทางไกล หลานสาวตัวน้อย เห็นเราเดินเข้าไปข้างใน ผ่านเคาน์เตอร์เชคอิน เดินเข้าด่านตรวจไป คิดว่าคือแค่นั้น เขาไม่รู้เลยว่าหลังจากฉากกั้นนั้นไป การเดินทางของเราช่างแสนจะยาวไกลไปขนาดไหน (มารู้ตอนกลับมาเมืองไทยแล้ว พ่อแม่เล่าให้ฟังว่า หลานสาวตัวน้อย ถามว่า "ทำไมจ๋าเอื้องเข้าไปในนั้นนานจัง ไม่ออกมาสักที" ...เด็กหนอเด็ก)

เส้นทางบินของตั๋วโดยสารคือ กรุงเทพ-นาริตะ-ลาสเวกัส สายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ตลอดการเดินทางเนื่องจากถึงลาสเวกัสแล้วจะต้องเปลี่ยนเครื่องเดินทางต่อไปแคลิฟอร์เนียอีก การขึ้นเครื่องบินไม่ได้สร้างความประหม่า หรือตกใจเท่าไหร่นัก ไม่มีอะไรหวือหวา เครื่องบินออกจะเก่า เท่าที่ฟังจากชื่อน่าจะพอเดาได้ แต่ที่น่าตกใจคือค่าตั๋วโดยสารนี่แหละ เจ็ดหมื่นกว่าบาท ทำงานทั้งปียังไม่มีเงินเก็บเท่านี้เลย พระเจ้าประทานแท้ๆ ตั๋วเป็นแบบโอเพ่น คือไม่ระบุวันกลับ แต่ต่อไฟลท์ไปไหนต่อไหน ละเอียดยิบ เรียกว่าพลาดเวลาไม่ได้เลย การเดินทางโดยเครื่องบิน สำหรับเราค่อนข้างอึดอัดและกดดันพอสมควร ด้วยความกดอากาศที่ไม่ปกติเวลาเครื่องบินขึ้น หรือร่อนลง และไม่ได้โกนหัวเดินทาง ไม่มีหัวโล้นให้ลูบเล่น สิ่งศักดิ์สิทธิ์เอาเข้ากระเป๋าขี้เกียจจะหยิบจะหยกจะจกจะหาออกมากุมมาถือ นึกอยู่ในใจอย่างเดียวว่า "เราต้องรอด" ทั้งๆที่ก็ไม่รู้ว่าต้องรอดจากอะไร แต่ที่ทำให้นึกสังเวช สมเพชตัวเองอยู่กลายๆก็คือสภาพไม่ต่างจากหมูเลยทีเดียว นั่งๆไป ไม่รู้จะทำอะไรก็หลับ ตื่นมาพนักงานบริการบนเครื่องก็เอาของกินมาให้เลือก กินเสร็จพนักงานมาเก็บ ก็หลับต่อ ตื่นมาก็กินอีก ตอนที่จากกรุงเทพไปนาริตะ ก็กินไปสองมื้อ ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงเห็นจะได้ ได้มาลงยืดเส้นยืดสายต่อเครื่องที่นาริตะ แต่การต่อเครื่องบ่อยๆก็ใช่ว่าจะดี โดยเฉพาะกับคนบ้าหอบฟางอย่างเราแล้วเนี่ยะ เอ่อ ...คือมันลำบากมากเลยกับสัมภาระทุกสิ่งอัน อะไรจะเยอะ เข็มขัด รองเท้า ต้องถอดออกหมด ไหนจะกระเป๋าแครี่ออน อีกหนึ่งใบ กระเป๋าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คอีกหนึ่งใบ (บอกตัวเองให้จำไว้ ว่าอย่าเยอะ) แต่ที่บินนานมากก็จากนาริตะ ไปลาสเวกัส นี่สิ...สภาพหมูที่แท้จริงถึงออกมา กินแล้วก็นอน กินแล้วก็นอน จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ากินไปกี่มื้อ นับเวลาการเดินทางก็น่าจะค่อนวันเข้าไปแล้วเมื่อมาถึงลาสเวกัส ตอนที่ก้าวเท้าเดินดุ่มๆลงจากเครื่อง  และเหยียบเข้าสู่สนามบิน มองไปรอบๆ ในใจก็คิดว่า "นี่หรือคืออเมริกา" (แวบนึงที่ผุดขึ้นมาคือ ...เหมือนในหนังเลย)


วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ก่อนเกิดเหตุ




ของรกๆหน้าโต๊ะทำงาน ...อย่างน้อยก็ยังมีโต๊ะทำงานเป็นสัดส่วนเป็นส่วนตัว อยู่ในห้องประจำ ที่เรามีความรู้สึกเป็นเจ้าของห้อง มีนักเรียนในประจำชั้นเข้าออก สร้างความรำคาญใจเป็นระยะๆ สร้างความประทับใจเป็นประจำ ทั้งนี้ทั้งนั้นมีทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย แต่มันก็ดีกว่าตอนที่อยู่ที่เดิม ที่โต๊ะทำงานแออัดอยู่ในห้องพักครูรวมกับคนอื่นพื้นที่ว่างบนโต๊ะแทบไม่มี เต็มไปด้วยหนังสือ สมุดนักเรียนที่มาส่งงาน แล้วก็เอกสารท่วมหัว เป็นแบบนั้นได้ไม่ถึงปี ก็มีสัญญาณเตือนภัยในรูปหนังสือราชการมาว่า จะอยู่อย่างนี้จริงๆเหรอ โอกาสมาถึงแล้ว ลองไปดูมั้ย ถ้าไม่ลองครั้งนี้ ไม่มีโอกาสแล้วนะ เอาเป็นว่าโชคเข้าข้างทุกประตู โอกาสนี้จึงเปิดอ้าแขนรับเรา ...ความฝันที่ฝันมาตั้งแต่เด็กเป็นจริงแล้ว (แอบยิ้มในใจ)

ต้องบอกว่าสำหรับเราแล้วคิดอยู่เสมอว่าการเดินทางไปต่างประเทศไม่ว่าจะใกล้หรือไกลย่อมมีเรื่องยุ่งยากไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ยิ่งเป็นคนที่ไม่เคยเดินทางด้วยแล้ว ซ้ำร้ายยังไม่มีคอนเนคชั่นกับใครที่ไหนอีก เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร แต่ก็เก็บมันไว้ในใจ ถ้าวิตกเกินไป ทางบ้านจะบอกว่างั้นก็อย่าไปเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่สามารถทำตามได้ เรื่องยุ่งๆบางทีก็มาจากตัวเรา บางทีก็เป็นเรื่องที่ไม่คาดคิด มูลนิธิฯเจ้าของโครงการเป็นคนดำเนินการให้เกือบทั้งหมดด้านเอกสารการขอวีซ่าต่างๆ มีสิ่งที่เราต้องเตรียมคือหนังสือเดินทาง(เพราะหมดอายุไปนานแล้ว) จองคิวสัมภาษณ์วีซ่า ซึ่งทางมูลนิธิฯก็ย้ำหนักหนาว่าไม่ต้องจ่ายเงินนะคะ แต่พนักงานไปรษณีย์ไม่รู้เรื่องเราก็บอกตามที่ได้ข้อมูลมา แต่เขาก็เก็บ เราไม่กล้าเถียงเพราะไม่เคยมาก่อนไง เลยเสียค่าโง่ไปเลย สามพันกว่าบาทได้มั้ง เสียดายอยู่ ...เรื่องเงินช่างมันเถอะ แต่อดสงสัยไม่ได้ว่า คุณกฤต ไปขอวีซ่าอย่างไร ได้ตั้ง "สิบปี" อิจฉาจัง

ก่อนจะได้เอกสารก็มีเรื่องต้องหลั่งน้ำตา เพราะว่าเราเป็นเด็กรุ่นที่ไม่มีเล่มสีชมพูประจำตัวตอนคลอด บันทึกการให้วัคซีน หยอดยาไม่ครบ มีความกังวลว่าวีซ่าจะไม่ผ่าน แต่มูลนิธิฯเครดิตดี บอกมาว่าไม่เป็นไร ทั้งๆที่มีแค่คำยืนยันจากแม่ และใบรับรองแพทย์ที่ตรวจโรคตามระบุแล้วเท่านั้น ...ผ่านไป

ตอนที่ตัดสินใจไป รู้ว่ายาก แต่อยากลอง ตัดสินใจสมัครโครงการนี้ ต้องสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษ (ซึ่งไม่มี เหอะๆๆๆ) สัปดาห์นี้สมัคร สัปดาห์หน้าสอบ ตื่นเต้นมั้ย??? ที่จริงไม่มีเวลาสำหรับการตื่นเต้นหรอก แต่ตอนไปสอบก็ตื่นเต้นเพราะต้องเข้ากรุงเทพ ไปคนเดียวด้วยตอนนั้น ตื่นเต้นหนักขึ้นไปอีกตอนที่เจอคนที่มาสอบเหมือนกันเล่าว่า พวกเขาต้องลงทุนมากมายขนาดไหนเพื่อให้สอบผ่าน แค่ค่าสมัคร 5500 บาท (ณ ตอนนั้น) เราก็ว่าเยอะแล้วนะ นี่ต้องลงทุนติวกันอีก คอร์สละสามหมื่นได้ โอ้!พระเจ้า โหดไปมั้ย แต่เขาก็เล่า ติวกันละเอียดเป็นPart เลย ตอบคำถามต้องตอบยังไง สอบเขียนต้องเขียนยังไง แบบไหนได้คะแนนเยอะ ...เราไม่ได้ติวอ่ะ ไม่มีตังค์ แล้วก็ไม่ทันแล้วด้วย ทำได้แค่เอาไฟล์เสียง MP3 ที่มากับคู่มือสอบ TOEIC มาเปิดฟังกรอกหูตั้งแต่เดินทางจากบ้านต่างจังหวัดเข้าสู่กรุงเทพฯ ก็กะแค่ว่าให้คุ้นๆกับสำเนียงเสียงชาวต่างชาติหน่อย ให้พอจับใจความได้บ้าง ส่วนเรื่องพูดเดี๋ยวไปมั่วเอา ฟ้าเป็นใจ โลกไม่โหดร้ายจนเกินไปนัก ผลออกมาไม่ได้ดีเลิศอะไร แต่ก็พอที่จะเป็นเอกสารประกอบการสมัครในครั้งนี้ ...ขอบคุณ

ทีแรกนึกว่ามีเราคนเดียวที่กะว่าจะไปตายเอาดาบหน้าที่โน่น มีคนคิดเหมือนเราด้วยอ่ะ แต่กล้าน้อยกว่าเราหน่อยนึงเพราะก็ยังมีคอนเนคชั่นที่นั่นติดต่อมา ส่วนเราไม่ต้องห่วง บอกที่บ้านอย่างเดียวว่าไม่ต้องห่วง ก็เพราะไม่อยากให้เป็นห่วงจริงๆ รู้ว่าถ้าไปถึงที่นั่นแล้ว ต้องไปที่ไหนต่อก็จริง แต่จะบอกว่าพอเดินทางแล้ว เวลามันก็ไม่ลงตัวหรอก พอคเกตมันนี่เล็กๆน้อยๆที่ทางบ้านและตนเองเจียดไปเพื่อเป็นทุนรอนสำรองจ่ายยามฉุกเฉินก่อนเงินเดือนจะออกนี่ก็ไม่ได้จุนเจือค่าโรงแรมนักหรอก และถ้าจะใช้แลกที่นอนแค่หนึ่งคืน รู้สึกว่ามันไม่คุ้มเลย ไม่เป็นไร ...ไปจัดการเมื่อถึงที่นั่น (คิดง่ายดีมั้ย แล้วประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืมก็เกิดขึ้นจริงๆ) 

16 เมษายน 2550 เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ที่เวอร์จิเนียเทค ข่าวการได้รับเลือกมาถึงแล้วแต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้ไปอยู่แห่งหนตำบลใดในประเทศแห่งเสรีภาพนี้ บอกตรงๆว่าตอนได้รับจดหมายแจ้งสถานที่มา ชื่อเมืองยังอ่านผิด ...เวรกรรม พ่อแม่ที่รู้พอคร่าวๆก็สอบถามกันใหญ่ว่าใช่ที่ที่เราจะไปหรือเปล่า บอกได้แค่ว่าไม่ใช่ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า เหตุการณ์ข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้น

ผ่านทุกอย่างด้วยโชคล้วนๆ รายละเอียดความลำบากลำบนปนความตื่นเต้นยังประทับในใจไม่หาย ตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์แล้วตกรถ ทำให้ต้องขับรถเข้ากรุงเทพฯด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก แต่ก็คุ้มค่า จนถึงวันที่ใกล้เดินทาง ก็ยังทำงานที่โรงเรียนอยู่เลย เดินทางพรุ่งนี้ วันนี้ก็ยังไปสอน ไปหานักเรียน ไปทำงาน ใจหายเพราะถ้าเราไป 1 ปี นักเรียนจะเปลี่ยนไป เรากลับมาเขาอาจจะไม่เป็นเหมือนตอนนี้ก็ได้ ที่จริงคือกลัว แต่ใจมันเรียกร้องสิ่งท้าทายใหม่ๆมากกว่า บอกตรงๆว่าร้องไห้ ที่ต้องจากนักเรียน แต่ไม่เคยร้องไห้ที่ต้องจากครอบครัวในคราวนั้นเลย เพราะรู้แก่ใจว่าสักวันเมื่อมันครบกำหนดเราก็ต้องกลับมา ชีวิตก็ยุ่งจนวินาทีสุดท้ายก่อนวันเดินทาง และไม่มีเวลาไปนั่งร้านกาแฟ ซึ่งเมื่อก่อนตอนนั้นไม่ได้มีเยอะแยะเป็นดอกเห็ดเหมือนปัจจุบันนี้ แม้จะหลงใหลการชงกาแฟ การชงเครื่องดื่มชนิดต่างๆ ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันเมื่ออ่าน บลูมิงตันในวันฝนพรำที่คุณกฤตพูดถึงร้านกาแฟOHO ที่ชงเอสเปรสโซ่ ได้อร่อยนัว แต่ผิดกฎการชงเอสเปรสโซ่อย่างที่ควรจะเป็น แล้วที่ควรจะเป็นมันเป็นยังไง อ่านไปก็ถามตัวเองไป จำได้ลางๆเมื่อตอนที่เคยเป็นพนักงานร้านอาหารว่า ไอ้เจ้าเอสเปรสโซ่เนี่ยะมันเป็นกาแฟร้อนเข้มข้นมาก แก้วเล็กๆ แต่รสชาติไม่เล็กตามแก้วเลย แต่พอมาเจอเอสเปรสโซ่ตามท้องตลาด มีทั้งใส่นมข้นหวาน น้ำเชื่อม นมข้นจืด น้ำแข็ง คือมันแหกทุกกฎความน่าจะเป็นเอสเปรสโซ่ที่เราเคยรู้มา งั้นก็ต้องresearchหน่อย ค้นหาข้อมูลมาค่ะ ...(รูปที่นำมาไม่ใช่เอสเปรสโซ่นะคะ ตระกูลกาแฟเหมือนกันแต่คือไรไม่รู้ เพื่อนสั่ง 555)


ทำการค้นคว้ามาแล้วนิดหน่อยค่ะ เลือกจากหลายเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลเรื่องกาแฟเอสเปรสโซ่ แต่เลือกใช้ข้อมูลจากเว็บไซต์เดียวคือ www.nlcoffee.com ได้ความว่า เอสเปรสโซ่ คือ เมนูกาแฟร้อนชนิดหนึ่ง เข้มข้นแต่ปริมาณน้อย ใช้น้ำร้อนที่อุณหภูมิ 85-96 องศา ดันผ่านกาแฟบดปริมาณ(โดยประมาณ 20 กรัม)ที่แรงดัน 8-9 บาร์ ผลที่ได้ คือ น้ำกาแฟที่มีฟองครีมสีทอง มาตรฐานปริมาณน้ำกาแฟรวมฟองครีมอยู่ที่ 30 ซีซี และยังเป็นพื้นฐานของกาแฟชนิดต่างๆ (ขอบคุณข้อมูลนะคะ) แต่ว่าเดี๋ยวนี้ร้านกาแฟเล็กๆก็สูตรต่างๆกันไป แปลกๆไปเยอะ แต่ก็หวานมันถูกใจกันไป ...อ้วนด้วยขอบอก


วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

คำนำ Let's go กับจดหมายเรื่องปลาวาฬ

อย่างที่บอกตอนเกริ่นนำ อ่านแค่คำนำก็ตื่นเต้นมากแล้ว เหมือนจะได้ผจญภัยไปกับการเดินทางครั้งนี้ด้วยเลย เสียดายที่เป็นคนไม่ค่อยเปิดโลกทัศน์ เพราะกว่าจะมีหนังสือเล่มใหม่ๆ เรื่องใหม่ๆ มาเตะตา ต้องใจ กระแทกต่อมอยากรู้อยากเห็นได้ ก็ใช้เวลานานอยู่ เรามักจะอ่านเรื่องเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า อ่านเรื่องที่ชอบร้อยรอบก็ไม่เบื่อ แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองได้พลาดอะไรที่ดีๆไปแล้วบ้าง เพราะไม่เปิดหู เปิดตา เปิดใจกับสิ่งใหม่ๆ จนมาถึงตอนนี้ มาวันนี้ รู้สึกตื่นเต้นดีจัง เหมือนกำลังจะได้เดินทางไปในดินแดนที่แสนไกล เป็นดินแดนที่อยากจะไปเมื่อไหร่ก็ได้ แค่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน (นี่คือความรู้สึกหลังจากที่อ่านส่วนต้นของหนังสือเล่มนี้ ...แต่ก็ไม่รับประกันว่า หลังจากนี้ไป จะยังคงตื่นเต้นอยู่หรือไม่ ความรู้สึกจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น หรือแย่ลง คงต้องติดตามกันต่อไป)

อ่านคำนำจบ ก็นั่นสินะ ชีวิตคงจะคือการเดินทาง เราเองมาได้เกือบครึ่งทางแล้ว ถ้าคิดว่าอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 80 ปี (มองโลกแง่ดีไปนะ) การเดินทางของเราช่างราบเรียบ อยู่ในกฎระเบียบ (อาจมีแหวกๆบ้างเล็กน้อย) พยายามประคับประคองให้อยู่ในทำนองคลองธรรมเท่าที่จะสามารถทำได้ ไม่ใช่ไม่เคยทำผิด แต่ก็พยายามแก้ไข แต่วันหนึ่ง หัวใจก็บอกว่า เราควรไป ไปที่ไหนสักที่ ที่ไม่มีใครรู้จักเรา ที่ที่เราจะไปเริ่มอะไรใหม่ๆได้ อย่างน้อยสักช่วงหนึ่งของชีวิต ก็ยังดี จัดการเตรียมตัวเดินทางเสร็จสรรพ ทั้งราบรื่นและมีอุปสรรค ขนาดต้องหลั่งน้ำตา เพราะอาจมีวี่แววว่าการเดินทางที่ตั้งใจไว้อาจจะต้องพัง เพราะกระดาษใบเดียว ที่เราไม่มี แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ ไม่ได้เตรียมการดิบดี เหมือนกันกับที่ คุณกฤต เตรียมจะไปบลูมิงตัน เหมือนใจมันสั่งให้ไปก็จะไป อะไรจะเกิดตั้งแต่ก้าวพ้นจากสายตาครอบครัวแล้ว คือสิ่งที่เราจะต้องรับผิดชอบและจัดการเองทั้งหมด(ดูเป็นผู้ใหญ่จัง ^^) สิ่งที่เอาติดตัวไป นอกจากเอกสารสำคัญกับหนังสือเดินทาง ยังมีกล้องถ่ายรูป(ขาดไม่ได้เลยล่ะอันนี้) คอมพิวเตอร์โน๊ตบุคใส่กระเป๋าไปใบเบ้อเร่อ กระเป๋าแบบหิ้วขึ้นเครื่องได้อีกหนึ่งใบ ไม่รวมกระเป๋าสัมภาระอีกสองใบใหญ่ (บ้าหอบฟางชัดๆ) ยาไม่ต้องเพราะไม่กิน เงินสดอันจำกัดจำเขี่ย ไม่มีเงินพลาสติกติดไปแต่อย่างใด เรียกว่า แทบจะไปตายเอาดาบหน้า มาอ่านสไตล์ของคุณกฤตนี่แบคแพค ชัดๆ เป็นสไตล์ที่เราอยากเดินทางอย่างนี้บ้าง แต่ก็นะ ...ผู้หญิงเรื่องเยอะ แล้วไอ้ที่หอบไปก็ใช่ว่าจะได้ใช้ทั้งหมด


ความประทับใจในเรื่องทั่วๆไป ตอนนั้นเราก็มองเป็นเรื่องธรรมดา แต่พอคุณกฤตสรุปมาเป็นข้อๆ ทำไมเราแบบ เออจริงแหะ ...ตอนนั้นไม่เห็นเราคิดได้อย่างนี้บ้าง (นี่แหละ การฝึกใช้สมองมันต่างกัน เรามันอารมณ์อยู่เหนือเหตุผลตลอด 555) แต่เรียกว่าประทับใจซะทีเดียวมันก็ไม่ค่อยถูก น่าจะเป็นความแปลกใหม่ในภูมิประเทศ อากาศ ผู้คน วิวทิวทัศน์ สิ่งก่อสร้าง การสื่อสาร เทคโนโลยี และอื่นๆที่บ้านเราไม่มีแล้วบ้านเขามีทำให้เรารู้สึกว่าน่าเรียนรู้ จนถึงน่าประหวั่นพรั่นพรึงไปเลยก็มี


การเดินทางครั้งนี้ ไม่ได้คิดอะไรมากเลย แค่คิดว่ามันจะเติมเต็มฝันของเรา ฝันของเด็กบ้านนอกคนนึงที่เวลาพูดถึงต่างประเทศทีไร ก็ทำไมจะต้องเป็นสหรัฐอเมริกาตลอดก็ไม่รู้ อย่างน้อยเราก็ได้ไปเหยียบมาแล้ว ทั้งๆที่ความรู้สึก ตอนเท้าแตะพื้นคือ "นี่หรือคืออเมริกา???" ...ไม่ได้ผิดหวัง หรือไม่ได้เกินความคาดหมาย แต่แค่นั้น นี่หรือคืออเมริกา...


ว่าแต่ ...จดหมายเรื่องปลาวาฬ คุณกฤตเขียนถึงใคร??? (แล้วจะอยากรู้ไปทำไม?)  แต่คงสนิทกันมากเลยนะ ถึงขั้นใช้คำว่า "แก" กับ "ฉัน" อันนี้เป็นคำสรรพนามเรียกผู้สนิทระดับสอง ต่อจาก "กู" กับ "มึง" ซึ่งสนิทชนิดให้เลือดกันได้ (อันนี้ส่วนตัว) แต่ปลาวาฬตัวนั้นก็ดีนะ คลาสสิคดี และมันก็คงจะดี ถ้าได้อ่าน บลูมิงตันในวันฝนพรำแบบแงะออกมาจากขวด ...ก็ว่ากันไปค่ะ ถ้าเจอจดหมายใส่ขวดลอยน้ำมา นั่นถือได้ว่ามันคือโชคชะตาอย่างแท้จริง




โคลฟเวอร์ ถ้าเจอสี่ใบจะโชคดี (นี่คือความเชื่อ) ก็ไม่เคยเจอสักที

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เกริ่นนำ

ปกติเวลาอ่านหนังสือจะมีคำนำ บทนำ รวมถึงเกริ่นนำนี่ด้วยละมั้ง (ไม่แน่ใจ) แต่จะใช้คำว่าเกริ่นนำ เพราะว่าอยากอรัมภบทถึงที่มาที่ไปในการเขียนบล็อก "ตอบกลับบลูมิงตันในวันฝนพรำ"

หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือเล่มแรก ที่อยากอ่านเพราะเกิดความสนใจในตัวผู้เขียนก่อน บอกตรงๆเลยว่าเห็นครั้งแรกแบบสะดุดตาก็บนหน้าเฟซบุค ที่เพื่อนๆพากันโพสต์ภาพ ที่ได้ไปถ่ายรูปคู่ด้วย แล้วก็มีข้อความแสดงความปลาบปลื้ม ปลื้มปริ่ม มากมาย ทำให้เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า เขาคนนี้เป็นใครหนอ แต่ความสงสัยมันก็ไม่ได้อยู่นานนักหรอก เพราะเดี๋ยวนี้ชีวิต 4G กันแล้ว ก็คอมเมนท์ถามโดยพลัน ได้ความมาว่า เขาคืออาจารย์ (อารมณ์ตกใจปนอิจฉา ทำไมตอนเราเรียนหรือทำงานแถวนั้นไม่เห็นมีอาจารย์ดูดีอย่างนี้บ้าง) แค่นั้นไม่พอหรอก เพื่อนรุ่นพี่ของเราก็ให้ข้อมูลมาอย่างดีว่า เขาเป็นดาราด้วยนะ (ไม่กล้าเถียง เขาดูดีมากจริงๆ อาจจะเป็นดารา แต่ว่าเราไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน หรือจะพูดให้ถูก เราจำหน้าเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ) ช่างเถอะ เรื่องเขาเป็นดาราน่ะ หาข้อมูลเขาหน่อยดีกว่า (ไม่ได้ว่างนะคะ แต่ทำได้เพื่อเรื่องที่อยากรู้อยากเห็น ^^)  ค้นๆ โปรไฟล์เขาออกจะตรึม นายแบบโฆษณา(โฆษณาสินค้าหรูๆ มาดดีๆทั้งนั้น ประเภทแบกปูน โบกตึกนี่ไม่มีอ่ะ) มิวสิควิดีโอ (แนวเจ้าชู้มีผู้หญิงหลายคน อ่ะ..ก็ตามหน้าตา) ละคร (ยังไม่ได้เข้าไปเจาะฐานข้อมูลในส่วนนี้ รู้แต่น่าจะเคยเห็นหน้าแบบว่าลืมไปแล้วว่าเขาคือใครสักคนในเรื่องคุณชายปวรรุจ) เฮ้ย!!! ตกใจอย่างหนัก เขาวิ่งด้วย เป็น นักวิ่ง ๆ ๆ เชียวนะ (พอดีก็วิ่งเหมือนกัน แต่วิ่งด้วยความไม่ชอบ แต่ก็วิ่งอ่ะ)

ส่องเฟซบุคแฟนเพจอยู่พักใหญ่ ตัดสินใจว่าปลื้มล่ะ แต่ปลื้มที่เขาเป็นอาจารย์ที่ดูดี อันนี้อ่ะ มาแรงแซงเหนือทุกเหตุผลเลยทีเดียว แล้วเขาเป็นอาจารย์สาขาอะไรก็ไม่เป็น มาเป็นอาจารย์สาขาปรัชญาฯ (คือเขาจบ ป.โท ทางนี้มาโดยตรงด้วยอ่ะ) สงสัยเล็กๆว่า เฮ้ย!!! น้องอาจารย์คนนี้ ยังเด็กอยู่เลย สนใจด้านปรัชญาด้วยเหรอเนี่ยะ เอาจริงเอาจังขนาดเป็นอาจารย์กันเลยทีเดียว (คือเราน่ะ หยุดเรียนต่อ ป.โท ก็เพราะวิชานี้นี่แหละ เราว่ามันเข้าใจยากอ่ะ แต่มาถึงตอนนี้ เราว่าวิชาอะไรก็เข้าใจไม่ยากเท่าจิตใจคนหรอก ประสบการณ์มันสอนเรามาแล้ว) สืบค้นโปรไฟล์กันต่อไป ป้ายประกาศหน้าตึกมหาวิทยาลัยบอกว่า เขาเป็นนักเขียน (คนอะไรจะทำอะไรได้เยอะแยะ ...อันนี้เริ่มแอบทึ่ง) เจอคลิปรายการสัมภาษณ์เกี่ยวกับงานหนังสือของเขาทางยูทูป ก็ดูซะหน่อย (จบ 2 ตอนที่มีน่ะแหละ) สนใจอยากอ่านหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเลย ฟังเขาเล่าแล้วอาการคล้ายๆกัน แบบว่าอยู่ไม่ได้แล้วอ่ะ ต้องไป ต้องไปที่ไหนสักที่ ไปแล้วจะเจออะไรให้มันรู้กันไป ไปแล้วตอนแรกอยากกลับ อยู่ไปๆไม่อยากกลับเลย เหมือนเพิ่งจะปรับตัวได้ ก็ต้องกลับแล้ว แล้วก็ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีในชาตินี้จะได้กลับไปอีก ...ฟังเขาเล่าถึงหนังสือ บลูมิงตันในวันฝนพรำ แล้ว นึกถึงตัวเองว่า ทำไมไม่คิดจะเขียน "ดีเคลป์ในวันหิมะโปรย" บ้าง ที่จริงก็ไม่ใช่ไม่คิดจะเขียน แต่งานเขียนที่เริ่มๆไว้ ไม่เคยจบลงสักเรื่อง ไม่ต้องคิดถึงขั้นตีพิมพ์หรอก แค่จบเป็นเรื่องๆให้สมบูรณ์นี่ยังไม่มีทีท่า แบบว่าทำงานตามอารมณ์ไง พออารมณ์มาตัวหนังสือก็พรั่งพรู แต่พอพ้นจากอารมณ์ตรงนั้น เค้นเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าไอ้ที่วางไว้ว่าจะเขียนอย่างนั้น พลอตเรื่องอย่างนี้มันหายไปไหนหมด

ช่วงชีวิตตอนนี้ก็เหงาๆ คือถ้าจะให้ทำงานจริงๆก็ลืมไปเถอะความเหงา แต่จะมีแต่ความเครียดมาแทนที่ บางวันทำงานเสร็จไปเกือบสิบอย่าง แต่ยังมีอีกร้อยอย่างรอคิวอยู่ ก็นะ ...งานอ่ะ มีงานอยู่เสมอ แต่งานไหนที่จะทำให้เรามีความสุขด้วย ก็ต้องแบ่งๆเวลากันไป เริ่มวางแผน ต้องไปซื้อหนังสือมาอ่าน อ่านเสร็จเราจะไปขอลายเซ็นผู้เขียน อาจารย์สอนปรัชญาหน้าหล่อสุดเท่ห์ (อยู่ใกล้แค่นี้เอง ...อยากเจอสักครั้ง) เหมือนชีวิตเริ่มมีความหวังอีกครั้ง หลังจากที่ผิดหวังครั้งใหญ่มาหมาดๆ แต่อะไรที่ดูเหมือนใกล้ ก็ไม่ได้ใกล้อย่างที่คิดหรอกนะ จะว่าไปบางคนเดินแทบจะชนไหล่กัน ยังมองไม่เห็นกันเลยก็มี เพราะฉะนั้น ในวันที่มีโอกาสได้ไปเยือนสถานที่ทำงานของเขา แม้ว่าจะนั่งรออยู่แถว ๆ นั้น แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เจอ (ณ ตอนนี้มากสุด เราโพสต์เฟซบุคแฟนเพจ และเขากดไลค์ตอบกลับมาบ้างนิดหน่อยตามสมควร) รออยู่ทั้งวันไม่ได้หรอก คนเราก็มีธุระ ไม่เจอก็ไม่เป็นไร ถามว่าผิดหวังมั้ย??? .....บอกเลยว่ามากกกกก อ่ะ แต่มาคิดอีกที การได้เจอเขาคือความหวัง คนเรามีหวังก็จะเดินหน้าต่อไป ถ้าได้เจอเขาง่ายๆ ก็สมหวังเร็ว แล้วชีวิตอาจจะต้องซังกะตายอีก เพราะได้อย่างที่หวังทั้งๆที่ยังไม่ได้พยายามทำอะไร (แต่ให้พยายามขนาดร้องแร่แห่กระเชิงนี่ก็ไม่ไหวนะ ให้สบโอกาสเหมาะจริงๆ หรือเพราะมันคือโชคชะตา จะเป็นอะไรที่ปลื้มมากกว่านะ) ...แต่ตอนนี้ นึกอยู่อย่างเดียว กลัวเขารำคาญอ่ะ (แบบในใจอาจจะคิดว่า อีป้านี่อะไรนักหนาเนี่ยะ โพสต์มาอยู่นั่นแหละ สงสัยว่างจัด ...ขอแก้ข่าวว่า ไม่ว่างมากนักหรอกค่ะ แต่ถ้าว่างเมื่อไหร่ก็ไม่พลาดค่ะ ^^ ...คิดเอาเองว่า จากประสบการณ์การเป็นดารานักแสดงมา เขาไม่ว่าเราหรอก ถ้าเขารู้ว่าเราเป็นติ่ง)
ที่จริงก็เหมือนกลับมาเยี่ยมบ้านเก่าที่เราเคยอยู่ ตึกนี้น่ากลัวยังไงก็ยังน่ากลัวอย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง แต่ที่ดูสดใสขึ้น ก็คงเพราะ...(อย่ามากเกินไปนัก ไม่งาม ๆ - บอกตัวเอง -.-) อะไรกัน เหมือนเขาจะทาสีใหม่ไม่ใช่รึ???

เอาล่ะ แผนที่วางไว้ ไม่ได้ตามแผน จากที่บอกไว้ว่าจะไปซื้อหนังสือมาอ่าน เราควรจะได้อ่านมันตอนปิดเทอม แบบว่าอยู่บ้านลั้ลลา แผ่หลาอ่านหนังสือ ไม่ได้อะไรสักอย่างเนื่องจากว่า รถเสีย คือเดินทางก็ไม่ได้ (เรียกได้ว่าขาดแขนขากันเลยทีเดียว) ซ่อมมาเสร็จจะอะไรซะอีกละคะ ...ก็เงินหมดนะสิ รอก่อนน้าาา บลูมิงตันในวันฝนพรำ จนเปิดเทอมแล้ว ก็ยังไม่ได้ไปซื้อสักที จนมีโอกาสไปดักซุ่มรอโจมตี (ไม่ใช่มั้ง ...แค่ไปดักรอ อยากเจอเฉยๆ) ก็ไม่มีข้ออ้างว่าจะไปเจอทำไม ไม่มีหนังสืออยู่ในมือนี่ไปไม่เป็นเลย แต่พอพลาดหวังคราวนั้น ก็คิดว่าเหมือนจะอีกนาน หรืออาจจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว ตัดสินใจเดินเข้าร้านหนังสือเพื่อมองหา บลูมิงตันในวันฝนพรำ แต่ก็หาเจอไม่ สอบถามพนักงานได้ความว่า ที่หน้าร้านหมด ต้องสั่งไว้นะคะ ค่ะ สั่งก็สั่ง ...สั่งวันนี้ อีกสองสามพรุ่งน้องพนักงานก็โทรมาเลยว่าหนังสือได้แล้วนะคะ "ค่ะ ...แต่พี่คงไปรับได้วันศุกร์ล่ะค่ะ" ข้ามไปเป็นสัปดาห์เลยทีเดียว พอวันศุกร์มาถึงก็ไม่ลืมว่าจะต้องไปรับ น้องพนักงานยังหาไม่เจอแต่เราจำสันหนังสือได้ เล่มนั้นแหละที่น้องกรีดนิ้วพาดผ่านไปอยู่สองสามรอบน่ะค่ะ (จำได้จากรายการสัมภาษณ์ว่าหน้าตาสีสันประมาณนั้น) แล้วก็ใช่เล่มที่เราจ้องไว้จริงๆ แค่เห็นปกหนังสือก็ดีใจ (บ้าหรือเปล่าเนี่ยะ) กลับบ้านมา อ่านคำนำไปนิดนึง ก็ตื่นเต้นแล้ว ไม่รู้เหมือนมีบางอย่างในเนื้อหาสะกิดใจเราให้นึกถึงการเดินทางเมื่อนานมาแล้วของเรา อยากเขียนบ้าง แต่คงเขียนอย่างเขาไม่ไหว ขอเป็นบันทึกแบบง่ายๆ จากเราถึงเขา (จากคนหนึ่งถึงอีกคน) จะน่าอ่านเหมือนหนังสือที่เราตั้งใจตอบกลับหรือเปล่า เราเองก็ไม่คิดอาจเอื้อมไปเทียบได้ แต่เราอยากบอกว่า เขาเลือกถูกแล้วที่มาเป็นอาจารย์ เพราะคนที่จะเป็นครูบาอาจารย์ได้ดี ไม่ใช่แค่คนที่สอนเก่งหรอกนะ แต่เป็นคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นได้ต่างหาก (นึกแล้วก็อิจฉา...เราเองก็อยากเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆของเราเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าพอจะไหวมั้ย)

เอาละ...เขาคือ "วาฬ" ตัวนั้นสำหรับเรา ที่บอกเราว่าออกเดินทางได้แล้ว ...และเรากำลังจะออกเดินทาง ไปพร้อมๆกับเรื่องราวของเขา (รับรองว่าไม่สปอยล์ บลูมิงตันในวันฝนพรำ ค่ะ เพราะก็อยากให้ทุกคนได้อ่าน ตื่นเต้น และมีความสุขเหมือนกับเรา)

ป.ล. บล็อค Reply to BloomingtonBook นี้ ไม่ได้มีเจตนาสปอยล์ หรือเผยแพร่เนื้อหาแบบแบไต๋หมดเปลือกนะคะ แค่อยากแบ่งปันเล่าเรื่องการเดินทางของเราบ้าง(เนื่องจาก พออ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว บางตอนเราก็ย้อนนึกถึงการเดินทางของเราเหมือนกัน...คิดถึงมัน และอยากมีโมเมนต์แบบนั้นอีก) อยากเล่าเรื่องราวการเดินทางโดยใช้แรงบันดาลใจ ผ่านการเดินทางไปกับ บลูมิงตันในวันฝนพรำ และโดยใช้หัวข้อต่างๆตามหนังสือ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะเขียนเรื่องราวที่เนื้อหาในหัวข้อต่างๆทำให้เรานึกถึงประสบการณ์อันมีค่าในครั้งนั้น ...ขอบคุณหนักมาก สำหรับแรงบันดาลใจ ในการเริ่มต้นเขียน(อีกครั้ง) ในครั้งนี้ (มันดูเหมือนมีทีท่าว่าจะเขียนได้จนจบซะด้วยสิ) ^^