วันพุธที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

โค้งสุดท้ายสู่(จุดหมายปลายทาง), เหนื่อยหนักก็พักก่อน,และ สัปดาห์แรกฯ

ยืนยันคำเดิม ไม่ได้สปอยล์หนังสือนะคะ ^^ …แค่อยากทบทวนเรื่องราวของตัวเอง ที่เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ทำให้นึกถึงสิ่งต่างๆเหล่านั้น ซึ่งความรู้สึกเหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน

อันนี้เขียนจาก ตอนโค้งสุดท้ายสู่บลูมิงตัน, เหนื่อยนักก็พักก่อน, สัปดาห์แรกในบลูมิงตัน

การเดินทางครั้งนี้ จุดหมายปลายทางจริงๆของเรา อยู่ที่เมือง DeKalb ในรัฐ Illinois แต่ก่อนจะได้ไปถึงที่นั่น เรามีตารางที่ต้องเข้าปฐมนิเทศที่มหาวิทยาลัย Standford ก่อน ประมาณ 1 สัปดาห์ ช่างเป็นอะไรที่ดีนะ สำหรับเราแต่ไม่ดีก็ตรงที่ ค่าแท็กซี่นี่แหละ อย่างที่เล่าให้ฟังตอนก่อนหน้านี้ และการได้เป็นผู้ไร้บ้าน (Homeless) เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่จริงก็ไม่เชิงนะ เราเคยเป็นแบบนี้มาก่อนตอนฝึกงานอยู่สิงคโปร์ เรานอนที่หอพักไม่ได้ เพราะเพื่อนๆ ชาวฟิลิปปินส์เปิดแอร์เย็นมากอย่างกับขั้วโลกเหนือ หรือขั้วโลกใต้ก็ไม่รู้ ที่ไหนหนาวกว่าก็ที่นั่นแหละ (พวกเรานอนรวมกัน) เราเลยต้องระเห็จระเหเร่ร่อน ไปนอนที่โรงแรมที่เราทำงาน จนเพื่อนที่เข้ากะดึกคิดว่าเราไปเที่ยวจนเมาแล้วไม่ยอมกลับบ้าน แต่คืนนั้นก็ผ่านไป โดยที่เรานอนอยู่ในมุมมืดของโรงแรมจนเช้ามืดก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เข้าทำงานกะเช้าเลย ...รอดตายจากความหนาวไปหนึ่งคืน

กลับมาสแตนฟอร์ดค่ะ พูดถึงมหาวิทยาลัยนี้ ก็นึกถึงเรื่องเล่า ที่ได้อ่านมา ถึงที่มาของมหาวิทยาลัย (ขอแอบเล่าสักหน่อยละกัน) เรื่องมีอยู่ว่า สามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งเดินทางมาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพื่อขอพบอธิการบดี ทั้งที่ไม่ได้นัดไว้ และด้วยการแต่งกายที่ไม่ได้ดูดีนัก การเข้าพบก็ดูจะลำบาก แต่สุดท้ายก็ได้เข้าพบโดยเหตุผลเบื้องหลังคือ ให้เข้าพบซะจะได้รีบกลับ เมื่อได้เข้าพบแล้ว อธิการบดีจึงสอบถามถึงจุดประสงค์ในการมาของทั้งสอง หญิงชราบอกไปว่า ลูกชายของเธอเรียนฮาร์วาร์ดอยู่ 1 ปี และเขาชอบมหาวิทยาลัยนี้มาก เขามีความสุขที่ได้เรียนที่นี่ แต่ตอนนี้เขาเสียชีวิตแล้ว เธอจึงคิดอยากสร้างสิ่งปลูกสร้างสักอย่างเพื่อระลึกถึงลูกชายของเธอในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ อธิการบดีได้ยินดังนั้น คิดว่าหญิงชราพูดเล่น และนึกไปว่าหญิงชราต้องการจะมาสร้างรูปปั้นของลูกชายไว้ในมหาวิทยาลัย ซึ่งในความคิดของอธิการบดีนั้น มันจะทำให้มหาวิทยาลัยดูกลายเป็นสุสาน หญิงชราจึงชี้แจงความประสงค์อย่างชัดเจนอีกครั้งว่า อยากสร้างสิ่งปลูกสร้าง ไม่ใช่รูปปั้น ด้วยสีหน้าสะกดกลั้นความไม่พอใจเอาไว้ อธิการบดีตอบกลับไปว่า สิ่งปลูกสร้างแต่ละอย่างของมหาวิทยาลัยนั้นมีมูลค่ากว่า 7.5 ล้านเหรียญ หญิงชรานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วมองหน้าสามี ปรึกษากันแล้วจึงขอตัวกลับ โดยที่ทั้งสองคนนั้นมีคำตอบให้กันและกันวา ถ้าต้องใช้เงินขนาดที่ว่าในการสร้างสิ่งปลูกสร้างในมหาวิทยาลัย ทำไมพวกเขาไม่ใช้เงินที่มีสร้างมหาวิทยาลัยของตัวเองขึ้นมาซะเลยล่ะ พวกเขาจึงตัดสินใจเดินทางมาที่ พาโลอัลโต แคลิฟอร์เนีย เพื่อสร้างมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นที่ระลึกถึงลูกชายของพวกเขา  มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็คือ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สร้างโดย นายและนาง ลี สแตนฟอร์ด (เครดิต ฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก สอนวิธีคิด เล่มที่ 1 “วิชาชีวิตที่ไม่มีในตำรา”) ...และจากเรื่องเล่านี้ กับชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่มี สอนเราได้ดีว่า อย่าตัดสินคนแค่จากภายนอก เดี๋ยวจะ"เงิบ"

ค่ะ...มาถึงแล้ว หลังจากนอนสนามบิน จ่ายเงินไปไม่น้อยให้กับแท็กซี่ในการ วนหาที่พัก และหลับอุตุตั้งแต่เช้ายันเย็นและเย็นยันเช้า(เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง ก็เท่ากับว่าการเดินทางมาราธอนสิ้นสุด เขาว่างั้น...นี่ของเรายังไม่เริ่มเลยมั้ง สิ่งที่เป็นมาราธอนสำหรับเราสิ่งเดียวตอนนี้ก็คือการนอน 555) สิ่งที่ต้องทำต่อมาคือการติดต่อกลับไปที่บ้าน บอกตรงๆว่า ตอนที่อยู่สนามบินที่เมืองไทยนั้นมีแต่ความตื่นเต้น ไม่มีน้ำตาแม้กระทั่งว่าจะซึมๆ เพราะเราอยู่แล้วว่า การเดินทางของเรามีกำหนดแค่ไหน และสุดท้ายเราก็ต้องกลับมาอยู่ดี แต่ใครจะไปนึกละว่า สหรัฐอเมริกา ประเทศโลกเสรีที่เทคโนโลยีล้ำหน้า จะทำให้เราเสียน้ำตาเพราะเราติดต่อกลับบ้านไม่ได้ อย่าโทษเทคโนโลยีงั้นสิ เราอาจจะโง่เอง หลายคนคงคิดอย่างนั้น แต่เราก็ทำในสิ่งที่ควรทำ และคำแนะนำทุกอย่างแล้วนะ ตอนนั้นเรายังไม่มี Facebook หรอก สิ่งที่ใช้ติดต่อคือ e-mail กับ msn ถ้าใครจะทัน มันยากมากในการเชื่อมต่อ ทั้งอินเทอร์เน็ต ทั้งโทรศัพท์ เรียกได้ว่าประเทศไทยเรานี่สบายกว่าเยอะ เขาบอกว่าโทรศัพท์มือถือที่นี่ไม่แพง แต่แพงที่ค่าบริการ ก็คงจะจริง ทุกที่ที่มีไวไฟ (wifi) หรือสัญญาณอินเทอร์เน็ตแบบแลน ไม่ใช่แค่เชื่อมต่อแล้วจะใช้งานได้เลยเหมือนบ้านเรา(ในบางแห่ง แต่ก็เป็นส่วนใหญ่) ต้องมีรหัสนู่นนี่นั่น ซึ่งแต่ละคน แต่ละครั้ง ไม่ซ้ำกัน การ์ดโทรศัพท์ที่ซื้อมาก็ไม่ใช่ว่าจะกดโทรออกต่างประเทศได้ง่ายๆ เราสาละวนกับการหาทางติดต่อทางบ้านอยู่หลายชั่วโมง รวมทั้งต้องรอคิวเพื่อนๆจากหลายประเทศอีกประมาณ 40 กว่าคนเห็นจะได้ ที่วุ่นวายอยู่กับคอมพิวเตอร์บ้าง โทรศัพท์บ้าง และเมื่อในที่สุดเราโทรศัพท์ติดต่อที่บ้านได้ จะด้วยความเสียดายตังค์ (ค่าแท็กซี่) หรืออารมณ์คนไร้บ้าน หรือความยากลำบากในการติดต่อสื่อสารที่เราไม่ได้เตรียมใจรับมันมาก่อน ส่งผลให้น้ำตาไหลพรากเลยทีเดียวเมื่อได้ยินเสียงแม่ สิ่งที่เราพูดกับแม่สาระสำคัญก็มีแค่เราถึงอเมริกาแล้ว สบายดี แม่ไม่ต้องเป็นห่วง แต่ประโยคหนึ่งที่มันยังดังก้องอยู่ในหัวเราแม้กระทั่งตอนนี้ก็คือ “ไม่นึกเลยว่าที่นี่จะติดต่อสื่อสารยากขนาดนี้” เป็นประโยคที่พูดไปแล้วก็น้ำตาไหลพรากไป ...ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน

เมื่อติดต่อทางบ้านได้แล้ว ก็โล่งใจไปเปลาะใหญ่ เพื่อนเรามาแล้ว รูมเมทของเรา ทางเจ้าหน้าที่แนะนำรูมเมทให้เราตั้งแต่ที่เธอยังไม่มาถึง บอกว่าถึงแม้ว่าเธอจะมาจากฝรั่งเศสแต่เธอก็เป็นคนเอเชีย ทางเจ้าหน้าที่เลยจัดให้เราเอเชียนอนด้วยกัน เขาจับคู่ ฟิลิปปินส์ อินโดฯ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี กันไปหมดแล้ว รูมเมทของเราเป็นเกาหลีนะ แต่เธอถูกขอมาเลี้ยง (adopted) โดยครอบครัวชาวฝรั่งเศสตั้งแต่เด็กๆ วิชาที่เธอจะมาสอนก็ภาษาฝรั่งเศสเลยนะ ไม่แน่ใจว่าเธอยังพูดเกาหลีได้อยู่หรือเปล่า เพราะนอกจากภาษาฝรั่งเศสที่ได้ยินเธอพูดกับเพื่อนๆแถบยุโรป เราก็คุยกันเป็นภาษาอังกฤษ กันซะส่วนใหญ่ เธอชื่อ Marie

Marie เป็นคนน่ารัก คุยสนุก ตลกๆ และกล้าแสดงออกมาก
ซึ่งตรงข้ามกับเราอย่างสิ้นเชิง

การเป็นคนคุยไม่เก่งนี่ ลำบากมากเลยนะ นึกหัวข้อในการคุยไม่ออก อย่าว่าแต่ปัญหาเรื่องภาษาเลย เรื่องที่จะคุยก็เป็นปัญหา สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดในตอนนี้คือ ฟัง แล้วก็ยิ้มอย่างเดียว ปัญหาเรื่องภาษา สำหรับเราก็มีอยู่บ้าง แต่ถ้าเทียบกับปัญหาในการหาหัวข้อสนทนาแล้ว อย่างหลังนี่สร้างความหนักใจให้เรามากกว่าอีก เพราะพอมีคนมาชวนคุย เราก็พอจะตอบโต้ได้นะ แต่เราไม่เริ่มบทสนทนาอันต่อไป เหมือนแบบถามคำตอบคำ แล้วเขาก็อาจจะคิดว่าเราหยิ่งๆรึป่าว ที่จริง ...เราไม่ได้หยิ่งนะ แค่แบบภาษาไม่แข็งแรง แล้วก็การเล่นบทบาทเป็นคนเริ่มบทสนทนานี่เข้าขั้นอ่อนแอ ช่างเถอะ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็น เรามาเพื่อเรียนรู้ และเราก็เรียนรู้มันไป สมองก็ปรับตัวไปช้าๆ กับภาษาที่ได้ยิน ความคิดก็เริ่มเปลี่ยนภาษา ตอนแรกก็ช้าๆบ้าง แต่หลังๆก็คล่องขึ้น (นี่ไม่ได้พูดถึงสัปดาห์แรกนี่หรอกนะคะ เราพูดแบบเหมารวม) ถึงแม้ว่าในหลายๆครั้ง I can’t speak my heart. เราจะไม่สามารถพูดสิ่งที่ใจคิดออกมาได้ก็ตาม ...นี่แหละที่ทำให้อึดอัด(แต่ในกรณีนี้ แม้แต่ภาษาไทยเราเอง บางครั้งยังมีปัญหาเลยนะคะ^^”)

สัปดาห์แรกที่นี่กินดีอยู่ดี ไม่ต้องไปซื้ออาหารกินเอง มีบัตรโรงอาหารให้ อาหารก็น่ากินทั้งนั้น ชอบตรงที่ผักสด ผลไม้เพียบเลย แบบว่าอยู่บ้านเราไม่ได้กินเปรมขนาดนี้หรอกนะ แต่ยังไม่ได้ใช้ความสามารถทางภาษาในการสื่อสารเพื่อการเอาชีวิตรอดสักเท่าไหร่ เพราะอาหารเป็นบุฟเฟ่ต์ ไม่ต้องสั่ง เดินไปหยิบ เอามือชี้ ก็ได้มาแล้ว

ในโปรแกรมของการปฐมนิเทศ มีการพาทัวร์ด้วยค่ะ แต่ละสถานที่ก็เป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยวทั้งนั้น การทัวร์ก็มีตั้งแต่ขับรถผ่านแล้วชะโงกทัวร์ ลงไปถ่ายรูปหมู่แล้วก็ขึ้นรถไปต่อ คือคิดว่าตั้งใจให้เราเห็นหลายๆอย่าง แต่อย่างละนิดอย่างละหน่อย แล้วหาเวลามาเที่ยวแบบเก็บรายละเอียดเอาเอง ระหว่างที่ยังอยู่ที่นี่ สถานที่ที่ได้ไปก็มี ศาลากลาง (City Hall)ขับรถผ่าน วนให้เห็นทั้งศาลากลาง หอสมุด พิพิธภัณฑ์ แถวๆละแวกนั้น แล้วก็ไป Pier39 ดูแมวน้ำ



กับส่องคุกกลางทะเล Alcatraz (คุกซึ่งไม่น่ามีใครหนีรอดมาได้ ...แต่ก็มี บรึ๋ยยย)

ได้ลงไปถ่ายรูปที่จุดชมวิวสะพานโกลเด้นเกท ที่มีคำถามในหัวเรา และก็คิดว่าคงมีอยู่ในหัวใครอีกหลายๆคนว่า มันสีแดง ทำไมเรียกสีทอง (เดี๋ยวต้องไปหาประวัติของสะพานซะหน่อยละ) 

ก่อนมาถึงก็ขับรถผ่าน Golden Gate Park ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ควรมีโอกาสได้เดินเล่นบ้าง คงจะเพลินดี 

สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจของเราคือการข้ามสะพานโกลเด้นเกทนี่ละ มันเป็นอะไรที่...เนี่ยะนะ? มหาสมุทร? กว้างใหญ่ สุดลูกหูลูกตามากแถมขอบทะเลกับขอบฟ้าแตะกัน มีเส้นสีทองสะท้อนขอบน้ำขึ้นมา เงางามสว่างสไวมาก 
การมองมหาสมุทร มันให้ความรู้สึกแตกต่างจากการมองทะเลลิบลับ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ทั้งๆที่ถ้าออกทะเลไปไกลๆ มันก็จะกลายเป็นมหาสมุทรอยู่ดี แต่ความอลังการ ลิบลับ สุดลูกหูลูกตา และความตอกย้ำว่าตัวเราเล็กเท่ามดหรือเล็กยิ่งกว่านั้น มันรุนแรงกว่าการมองทะเลหลายเท่านัก

แต่เหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่านี้สำหรับเราคือ เราตกรถค่ะ แบบไม่คิดว่าจะเป็นไปได้เพราะมีเพื่อนนั่งมาด้วยกัน เพื่อนต้องบอกคนขับรถสิว่า เพื่อนที่นั่งข้างๆยังไม่มา แต่ว่าเพื่อนไม่ได้บอก เพื่อนคงมัวคุยกับคนอื่นเพลิน เพราะเพื่อนเป็นคนคุยเก่งมากมาก และอาจจะลืมมองหาเราเมื่อตอนรถออก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่คณะทัวร์พาไปลงที่ Palace of Fine Arts Theatre เนื่องจากเรามัวเดินถ่ายรูปเพลิน แถมยังจำเพื่อนในคณะทัวร์ได้บ้างไม่ได้บ้าง บอกตรงๆว่าคนต่างชาติก็ดูหน้าตาคล้ายๆกันไปหมด ได้ยินเสียงรถสตาร์ทตอนที่เดินกลับจากถ่ายรูปแล้ว แต่เรายังออกไปไม่พ้นทางออก รถโค้ชที่นั่งมาก็ขับออกไปแล้ว นึกในใจ “ทำไงดีวะตรู” วิ่งตามสิคะ ไม่ๆๆ วิ่งตามไม่ทันแน่ ต้องวิ่งไปอีกทางนึง มันเป็นถนนแบบที่รถจะต้องวนกลับมา ในใจก็คิดว่า เฮ้ย!ถ้าไม่ทัน เราจะเรียก 911 (คิดไปนั่น โดยที่ไม่รู้เลยสักนิดว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ และต้องเสียค่าใช้จ่ายถ้าเรียกใช้บริการหรือเปล่า) คิดไปวิ่งไปค่ะ โชคดีที่รถวนกลับมาจริงๆ ...ในใจก็คิดว่าเขาวนมารับ เพราะคงรู้แล้วว่าเราตกรถ แต่รู้จากเพื่อนๆบนรถว่า เปล่า! รถกำลังจะออกจากสถานที่นี้ วิ่งมุ่งหน้าตรงไปตามทางไปเรื่อยๆ แต่ละคนต่างแปลกใจมากว่าเราวิ่งเร็วสุดๆมาดักรถได้ ...ถ้าจำไม่ผิดมันเป็นทางที่รถต้องวนกลับมาอยู่แล้ว แล้วเราก็วิ่งไปดักถูกทางต่างหาก จากเหตุการณ์ครั้งนี้ จึงมีการประกาศให้ทราบโดยทั่วกันในการประชุมของผู้รับทุนในช่วงซัมเมอร์ว่า ไม่อนุญาตให้บุคคลในคณะแยกจากกลุ่ม และถ้าตกรถจะไม่รับผิดชอบอีกด้วย (แต่มันคงไม่ใช่เราคนแรกหรอกมั้ง ที่เคยตกรถน่ะ น่าจะมีหลายราย เราแค่อาจจะเป็นหนี่งในนั้นเท่านั้น) ขึ้นรถมาแล้ว พอกลับเข้าที่นั่ง Marie ก็มาขอโทษขอโพยยกใหญ่ที่ไม่ได้บอกคนขับให้รอเรา เพราะไม่ทันได้มองว่าเรามาแล้วหรือยัง เราเลยบอกว่าไม่เป็นไร จะโกรธยังไงลง เพราะก็พอนึกออกหรอกว่า คงไม่ได้มองมาที่เบาะ แล้วก็คงยังไม่ได้กลับมานั่งที่เบาะด้วยซ้ำ เพราะมัวแวะคุยกับคนอื่นๆอยู่แน่ๆ แล้วจะเห็นได้ไงว่าเรายังไม่มา แต่นั่นก็เป็นคุณสมบัติที่ดีของ Marie เพราะเราเป็นรูมเมทกัน ยิ่ง Marie มีเพื่อนเยอะ เราก็จะมีเพื่อนเยอะไปด้วย ถึงแม้จะยังคุยกับเขาไม่ค่อยรู้เรื่องนักก็ตาม และก็ดูเหมือนว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เรากลายเป็น SuperGirl ไปโดยปริยาย






ส่วนหนึ่งของภาพที่ทำให้เราเพลิดเพลินจนตกรถ
ไม่ได้สวยมาก แต่ว่าเราก็พยายามหามุมสุดๆ เท่าที่ความสามารถในการถ่ายภาพของเราในตอนนั้นจะมี

สถานที่ท่องเที่ยวท้ายของวัน คือ แถวถนนลอมบาร์ด (Lombard Street) ถนนซิกแซกวนสวนหย่อมจากเนินสู่เบื้องล่าง มองขึ้นไปก็สวยงามมากทีเดียว ช่วงนี้ยังอยู่ช่วงซัมเมอร์ ดอกไม้ก็ยังบานสวยงามมาก สวนหย่อมที่มีดอกไม้ตัดกันไปมา รถที่ค่อยๆแล่นลงมาก็เหมือนพาเหรด หรือสวนสนามกันลงมาทีเดียว (ไปอ่านในอินเทอร์เน็ต บางคนเรียกถนนนี้ว่า ถนนลำบาก น่าจะเพราะความโค้ง ลาดชัน และลดเลี้ยวเคี้ยวคด...ขำๆ)
ไม่ชัดเท่าไหร่ ไกลมากด้วย แหะๆ^^

ไม่แน่ใจว่าในแถบนี้ด้วยหรือเปล่า ที่บ้านส่วนใหญ่เป็นบ้านสไตล์วิคตอเรีย ไฮไลท์อยู่ที่ Painted Ladies ใน Alamo Square บ้านแฝด 6 หลัง สไตล์วิคตอเรีย ทาสีลูกกวาด เป็นบ้านที่ใช้ถ่ายทำซีรี่ย์ของอเมริกาเรื่อง Full House (1987-1995) และยังเป็นฉากในหนังไทยเรื่อง พริกขี้หนูกับหมูแฮม อีกด้วย
อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ภาพไม่ชัด ...เซ็งตัวเองชะมัด

นี่คือ ซานฟรานฯ ...อะไรนะ ซานฟรานฯ ที่เราเคยได้ยินในละครทีวีหลังข่าวอยู่บ่อยๆน่ะเหรอ ซานฟรานฯ ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีตัวละครใดๆในละครหลังข่าวที่มีบทบาทต้องเรียนจบจากเมืองนอกกลับมา หรือจะต้องไปอยู่ต่างประเทศ ต้องพูดถึงอยู่บ่อยๆ ซานฟรานฯ ที่ถูกเรียกแบบย่อๆ คือ ซานฟรานซิสโก ที่ มาร์ค ทเวน (Mark Twain) ได้กล่าวไว้ว่า "The coldest winter I ever spent was a summer in San Francisco." ใช่เลย...แม้แดดจะจ้า แต่ว่าก็หนาวเข้าไปถึงกระดูกได้เลยทีเดียว นี่ไม่นับรวมกับเหตุการณ์ที่ตกรถด้วยนะคะ ถ้าตกจริงๆ คงจะหนาวมากขึ้นไปอีก ...แต่การได้สัมผัสความหนาวที่นี่ก็คงถือได้ว่าเรามาถึงซานฟรานซิสโกแล้วจริงๆ ไม่ว่ามันจะหนาวจากอะไรก็ตาม ^^

สัปดาห์แรกของเรายังไม่จบนะคะ ...to be continued ค่ะ 

รูปประกอบมาแล้ว นานมาก เหมือนบินไปอีกรอบเพื่อไปถ่ายมาแปะในบล็อกเลย 555

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

จากหัวข้อ How to improve my English in 1 day? (1-2)

ได้กระเป๋ามาแล้ว ด่านอรหันต์ต่อไปคือตรวจคนเข้าเมือง พนักงานก็เชื้อสายสเปนอีกแล้ว สังเกตพนักงานในสนามบินหาที่เป็นผิวขาว ผมทอง ตาน้ำขาวนี่น้อยมาก ผิวสีทั้งนั้น ตอนแรกๆก็ตกใจนิดหน่อย เพราะกลัวว่าจะฟังสำเนียงเขาไม่รู้เรื่อง และคิดอยู่ในใจว่า นี่คืออเมริกาแน่นะ คงไม่ใช่เม็กซิโก แต่พอนึกถึงหนังที่ดูอยู่บ่อยๆ ก็ปลอบใจตัวเองว่า ก็โอนะ ...เหมือนในหนังอ่ะแหละ อเมริกาคือประเทศที่เป็นเบ้าหลอมวัฒนธรรม ที่จริงไม่ใช่แค่วัฒนธรรมหรอก แม้แต่เชื้อชาติ สัญชาติ เขาก็หลอมกันหมดแล้ว กลับมาที่พนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่อยู่ตรงหน้าเราดีกว่า คิดว่าถ้าแค่หน้าตากับท่าทางของเรา เขาคงไม่อนุญาตให้เราเข้าประเทศแน่  แต่เราถือเอกสารจากมูลนิธิฯมา เอกสารนี่ประหนึ่งบัตรศักดิ์สิทธิ์ที่เบิกทางให้เรา โดยที่ไม่ต้องตอบคำถามอะไรมาก อ่านๆ ดูๆ พลิกไปพลิกมา ถามว่ามาทำอะไร เราก็ตอบว่ามาเรียน ยื่นเอกสารให้เขาดู ถามระยะเวลาการอยู่อาศัยในประเทศเขา เราก็บอกไปว่าประมาณ 10 เดือน ที่จริงเอกสารที่เขาอ่านก็บอกอยู่แล้ว การตรวจคนเข้าเมืองแทบไม่มีปัญหาอะไร นอกจากเรื่องกระเป๋าที่มันพลัดหลงกันไปเท่านั้น ได้พักอยู่สักพัก ก็ต้องไปเตรียมรอหน้าเกตเพื่อขึ้นเครื่องไปลงที่สนามบินนานาชาติซานฟรานซิสโก จุดหมายปลายทางคือมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด พวกเรา(คนที่ได้รับทุนจากต่างๆหลากหลายประเทศ)ต้องมาเข้าร่วมการปฐมนิเทศที่นี่ก่อนจะมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางของแต่ละคน
(รูปนี้ไม่เกี่ยว แต่อย่างที่บอก ไม่ได้เอากล้องถ่ายรูปออกมาเลยระหว่างเดินทาง 
คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะทำยังไงต่อไป)

ที่คุณกฤต บอกไว้ว่าชิคาโกคือนครแห่งลม ใช่แล้วล่ะ นึกถึงขึ้นมาตอนนี้ ก็ยังจำได้เลยว่าลมแรงจริงๆที่นั่น แต่ตามลำดับเหตุการณ์แล้ว เรายังไปไม่ถึงอ่ะ เครื่องบินที่ต่อจากเวกัส มาซานฟรานฯ เป็นเครื่องบินขนาดเล็กล่ะ เล็กมากด้วยนะ ไม่เคยนั่งเครื่องบินเล็กอย่างนี้มาก่อนเลย ไม่น่าเกินสิบที่นั่งละมั้ง เรานั่งติดริมหน้าต่าง เบาะเดี่ยวด้วย แล้วอะไรก็ไม่เท่าของว่างบนเครื่องบิน เป็นขนมกรุบกรอบรูปเพรทเซล (รูปร่างเหมือนเท่านั้นนะคะ แต่มันไม่ใช่) แข็งมากถึงมากที่สุด กัดไม่ลงทีเดียว มิหนำซ้ำยังเค็มมากอีกด้วย เก็บไว้ก่อน ไว้เป็นเสบียงตอนฉุกเฉิน คิดว่ามันจะช่วยได้มั้ยนั่น แต่ ณ ตอนนี้ ร่างกายเราปรับเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงานเรียบร้อย มาถึงสนามบินซานฟรานซิสโก ก็ไปรับกระเป๋าออกมาอยู่ด้านหน้าสนามบินแต่ยังอยู่ในตัวอาคาร ความหนาวเข้ากระดูกก็เริ่มคืบคลานเข้ามา เพราะถึงแม้ว่ามองตรงไปที่ประตูจะยังเห็นพระอาทิตย์ยิ้มแฉ่งสบตาเราอย่างเรียกว่า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน แต่ดูนาฬิกาที่กำลังบอกเวลาเรานั้น มันสองทุ่มเข้าไปแล้ว ประสบการณ์ใหม่จริงๆนะคะ ใครไม่เคยไปเห็นก็ไม่มีทางรู้หรอก ว่าเวลาสองทุ่มแดดจะสามารถส่องประกายได้มากมายราวกับเพิ่งจะห้าโมงเย็น สิ่งที่อยู่ในหัวถัดมาคือเรื่องเงินและที่พัก จะพักไหนดี เวลานัดที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดคือวันพรุ่งนี้ วันนี้คือวันเดินทางและเขาไม่ได้จัดที่พักไว้ให้ คิดทบทวนสะระตะแล้วทั้งค่ารถไปหาโรงแรม ค่าโรงแรม ค่ารถไปมหาวิทยาลัยในวันรุ่งขึ้น เอาเหอะเราเจอทางออกแล้ว ...นอนสนามบิน เดี๋ยวก็เช้าแล้ว ไม่เหงาเท่าไหร่ด้วย มีเครื่องลงมาเป็นระยะๆ แต่ไม่มีใครสักคนจากเครื่อง ที่คิดเหมือนเรา แม้เราจะเห็นว่าบางคนนั้น ในภายหลังเราก็พบว่าเขาเป็นผู้รับทุนเหมือนเรา และได้เจอตอนที่เข้าปฐมนิเทศด้วย นึกถึงหนังเรื่อง The Terminal ขึ้นมาเลยทีเดียว แต่ตอนก่อนเดินทางนั้นไม่ได้ดู รู้เนื้อเรื่องคร่าวๆว่า เป็นผู้โดยสารที่ติดค้างอยู่ที่สนามบิน รายละเอียดก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก แอบคิดว่าสถานการณ์ของเราคงเหมือนเขาหรือเปล่านะ 555 ...แบบว่าเริ่มเพ้อเจ้อ คิดว่าถ้ามีโอกาสจะต้องดูให้ได้ แล้วพอได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็รู้สึกว่า เราโชคดีเท่าไหร่แล้วที่ได้นอนสนามบินแค่คืนเดียว ถ้าต้องอยู่อย่างนั้น ไปไหนก็ไม่ได้ คงจะบ้าตายแล้วมั้ง ในที่สุดเมื่อมาถึงอเมริกา เราก็ได้เป็น Homeless ในคืนแรกนั่นเอง ดูดีใช่มั้ยละ ไม่ใช่ว่าใครก็จะเป็นกันได้ง่ายๆนะ คนมีเพื่อน มีเงิน เขาไม่ได้เป็นกันหรอก ...นี่แน่ใจแล้วเหรอที่คิดอย่างนั้น ...อ้าว! ไม่ใช่หรอกเหรอ 555

คืนนั้นผ่านไปอย่างหนาวเหน็บ มันหนาวจริงๆนะ นอกจากหนาวกายแล้ว ยังหนาวใจอีกด้วย ทั้งคืนไม่มีใครสักคน แม้แต่เจ้าหน้าที่ เดินเข้ามาถาม หรือทักทาย แต่เอาจริงๆในใจก็คิดว่า ไม่มาถามก็ดีแล้ว ถ้าพูดกับเขาไม่รู้เรื่องขึ้นมา สื่อสารผิดๆถูกๆ เดี๋ยวงานจะเข้าอีก ตื่นนอนตอนเช้า จะพูดให้ถูกคือ ตื่นตลอดคืน แต่ได้เวลาขยับขยายแล้ว เราควรต้องรีบไปดีกว่า เราต้องการห้องพักนอนอุ่นๆ เตียงนุ่มๆ สบายๆ ซึ่งวันนี้เราจะสามารถหาได้จากห้องพักที่มหาวิทยาลัย ว่าแล้วก็ลากกระเป๋า 2 ใบใหญ่ โดยเอาใบนึงเทินกับอีกใบหนึ่ง แล้วเอากระเป๋าแครี่ออน วางบนที่ลาก สะพายกระเป๋าโน้ตบุ๊ค แล้วลากโทงๆออกไปหาแท็กซี่ โดยจุดหมายปลายทางคือ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ไม่แน่ใจว่าเพราะเราเป็นคนเอเซีย หรือเพราะเขาเป็นคนผิวดำ คนขับรถที่เราตกลงว่าจะไปกับเขา ไม่มีท่าทีกระตือรือร้นมาช่วยเราขนกระเป๋าเลย เรางี้แทบจะต้องแบกขึ้นท้ายรถเองด้วยซ้ำ หรือว่ามันเป็นวัฒนธรรมของเขา ซึ่งอันนี้เราก็ไม่แน่ใจ เอาเถอะแค่นายพาฉันไปจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัยก็พอ ... การเดินทางไปมหาวิทยาลัยฯ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่มันดันไปยากตรงที่หาจุดส่งเรานี่แหละ ซึ่งเราก็ไม่รู้ด้วยว่ามันคือตรงไหน คนขับรถก็ใจดีมาก ไม่ทิ้งผู้โดยสารเลยนะคะ ทั้งๆที่ก็มาถึงมหาวิทยาลัยแล้ว วนหาสถานที่ที่น่าจะเป็นที่พักสำหรับเราอยู่นานพักใหญ่โดยมิเตอร์ก็ไหลไปเรื่อยๆค่ะ จนในที่สุดก็เจอ (โลกสวย จะบอกว่า ขอบคุณนะคะที่ช่วยหาให้และวนหาจนเจอ ไม่งั้นคงลำบากน่าดู) แต่โลกเราไม่ได้สวยขนาดนั้น และเป็นโลกที่ออกจะขาดปัจจัย เสียไปร้อยกว่าเหรียญ คิดเป็นเงินไทย สามพันกว่าบาทหรือเกือบสี่พัน จำนวนเงินขนาดนั้น ฉันกินทั้งเดือนเลยนะนั่น ...ต้องทำใจ ค่าครองชีพคงไม่เท่ากัน ยิ้มสู้ค่ะ แล้วจ่ายไป T^T

สำหรับเรา ยังไม่ได้เจออุปสรรคทางภาษาเท่าไหร่นัก เพราะของจริงมันยังไม่เริ่มนะสิ ...การสื่อสารในระดับงูๆปลาๆ ถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะผ่านด่านมาได้ตั้งขนาดนี้ด้วยตัวคนเดียว แต่ความรู้สึกมันก็ตื่นเต้นน่าดู เมื่อได้แจ้งชื่อให้กับเจ้าหน้าที่แล้ว เขาก็จัดแจงให้เราเข้าที่พัก ที่จริงวันนี้เป็นวันเดินทางเข้าที่พักอีก 1 วัน จะยังไม่มีกิจกรรมอะไร ต้องรอให้สมาชิกจากประเทศต่างๆเดินทางมาให้ครบก่อน วันเริ่มกิจกรรมจริงๆจะเป็นวันพรุ่งนี้ (สรุปคือเรามาเร็วไป 1 วัน ) ที่จริงก็ไม่เร็วหรอกมั้งแต่เราเดินทางหาอดีตนี่นา เขาช้ากว่าเราประมาณ 12 ชั่วโมง แต่ก็ถือเป็นโอกาสอันดี เพราะเราได้พักผ่อนนานมาก นานจนขนาดว่า ตื่นมาวันใหม่ อาการเจ็ทแล็กหายเป็นปลิดทิ้ง ไม่มีหลงเหลือเลยทีเดียว เพราะได้นอน 12 ชั่วโมงรวด ตื่นมาแป้บนึงตอนรูมเมทมา แล้วก็นอนต่อจนเช้า ...

จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าตอนนี้พูดถึงคำว่า water (จำผิดก็ขออภัยค่ะจำเนื้อหาได้ จำบทไม่ได้นี่เป็นเรื่องปกติของเราเลย) จะสั่งน้ำกินก็ช่างยากเย็น เพราะสำเนียงบ้านเขากับบ้านเราก็ช่างต่างกัน แต่กระนั้นก็ไม่มีปัญหาสำหรับเราไม่ใช่เพราะสำเนียงดี แต่เป็นเพราะความสามารถอดน้ำได้ยาวนานกว่าคนทั่วไป ยิ่งระหว่างเดินทางนี่ไม่กินอะไรก็อยู่ได้เป็นวันๆ ดังนั้นอาศัยความเป็นอูฐเลยรอดโจทย์ยากนี้มาได้ (กรุณาอย่าลอกเลียนแบบ^^) สรุปในหนึ่งวันไม่ได้พัฒนาภาษาอังกฤษด้านการพูดไปถึงไหนเลย จะได้ก็การฟังให้หูคุ้นกับสำเนียงแปลกๆ แต่ที่ได้รับการ improve มากๆเลยก็คือสุขภาพร่างกายค่ะ เรียกว่าหนีอาการ jet lag ได้ ด้วยการนอน 1 วันเต็มๆ เทคนิคนี้ยังนำกลับมาใช้ที่เมืองไทยอีกด้วย 😁😁😁

BR Return !!!

ภาพ 1 แสดงให้เห็นว่าสมองก็รกประมาณนี้แหละ แหะๆ ^^''


จากวันสุดท้าย ที่ได้อัพเดทบล็อกนี้ ก็ 13-11-58 เรียกได้ว่านานพอสมควร ถึงนานมาก 555 ล่อไปตั้งเกือบปีครึ่ง ...แต่จากที่ได้ป่าวประกาศไว้ว่ายังไงต้องให้จบ เพราะมีแรงบันดาลใจ(ที่จริงมีแนวทางซะมากกว่า) ต้องให้เสร็จให้ได้ (แม้จะใช้วิธีการไล่หลังหนังสือคนอื่นก็ตาม) อย่างน้อยตั้งเป้าหมายไว้แล้วก็ควรจะทำให้ได้นี่นา ช้าหน่อยก็อย่าว่าตัวเองเลยนะ (คนอื่นว่าเราก็คงไม่รู้หรอก แล้วจะมีสักกี่คนกันที่เข้ามาอ่าน แล้วอยากอ่านต่อ) ...ทั้งหมดทั้งมวลก็แค่ อยากเขียนให้มันจบ เพราะไม่อยากลบความทรงจำในอดีตออกไป ...

จะหาว่าแก้ตัวก็เอาเหอะ ก็คงแก้ตัวจริงๆ พอเข้าสู่ฤดูกาลทำงาน โหมดว่างก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี แต่ก็มักชอบทำตัวเป็นฤาษีจำศีล (นอน)สมาธิอยู่บ่อยๆ ไม่มีการพักผ่อนใด ได้ผลเท่าการนอน (อันนี้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล) การทำงานที่ผ่านมา งานประจำวัน มันก็จัดตารางได้ แต่ปัญหามันอยู่ที่งานจรนี่ละ มันจัดเหลือเกิน (ที่มาของคำว่า "จรจัด" หรือเปล่า) ยิ่งปีที่ผ่านมางานภาคสนามเป็นว่าเล่น ถ้าออกภาคสนามแล้ว ไม่ต้องถามถึงคอมพิวเตอร์หรอกนะ โทรศัพท์ยังไม่ได้ยกขึ้นมาดูเลย มันเหนื่อยยยยย...

ที่บ่นๆมานี่ก็ไม่ใช่อะไร บางคนก็อาจจะคิดว่าทำไมไม่แบ่งเวลา ...จะบอกว่า เวลาเนี่ยะ ตอนแบ่งมันก็ง่ายนะ แบ่งเป็นเสี้ยวๆกันเลยทีเดียว แต่พอแบ่งได้แล้ว ทำตามที่แบ่งนี่ยากโคตรอ่ะ อย่างเช่น เราก็แบ่งเบื้องต้น นอน 8 ทำงาน 8  กิจกรรมอื่นๆ 8 (เราต้องนอนเยอะนะ ไม่งั้นเพลีย สมงสมองไปหมด มีผลต่องานประจำอีก จะว่าเราขี้เกียจก็เอาเหอะ) ทำงาน 8 ไม่พอ ต้องเอาของกิจกรรมอื่นๆ มาทบให้งาน เช่น เริ่มงาน 7 โมงเช้า เลิก 17.00  กิจกรรมอื่นๆ ต้องบวกเพิ่มสำหรับการเตรียมตัวประมาณ 1 ชั่วโมง กินข้าวพร้อมเลยในเวลางาน อีก 1 ชั่วโมง เวลางานเอาเราไปแล้ว 10 ชั่วโมง (นี่คือสำหรับงานประจำ) ไม่รวมงานจร(จัด)ถ้าเข้ามาวันๆ ไม่ต้องทำอย่างอื่นแล้ว หนังสือฯแต่ละอันมาก็ประมาณ ด่วน ด่วนมาก ด่วนที่สุด แล้วเราก็ต้องทำอย่าง โคตรด่วน บางงานก็กินเวลาที่เราจะได้ทำกิจกรรมอื่นไปอีก 2-3 ชั่วโมงต่อวัน กิจกรรมอื่นๆที่เราให้ความสำคัญก่อน คือ ออกกำลังกาย ประมาณ 1 ชั่วโมง  เอาละเบ็ดเสร็จเหลือเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงสำหรับนักเขียนฟรีแลนซ์ ยันฟรีค่าตัว อย่างเรา ถามว่าพอมั้ย??? ...กว่าจะต่อติดก็พักนึงเลยนะ ...เอาสรุปคือ สำหรับเรา เราก็รู้จักแบ่งเวลานะ แต่แค่เราทำตามที่แบ่งไม่ได้เท่านั้นแหละ (แล้วคือมันก็เหมือนกันใช่หรือเปล่าละนั่น ก็คงงั้น)

แต่ถึงอย่างไร เราไม่ได้พับเก็บโปรเจคอันนี้ (โปรเจคส่วนตัว ) และตั้งใจว่าจะจบมันให้ได้อย่างแน่นอน บางครั้งเราก็เป็นคนประเภท ใครจะสนใจหรือไม่ ฉันไม่แคร์ แต่ฉันจะทำ ...มีแนวเป็นของตัวเองว่างั้น ซึ่งมันดีหรือไม่ดี อันนี้เราก็ไม่แน่ใจ ^^ ... ติดตามอ่านกันต่อนะคะ (ถ้าชอบ) ถ้าไม่ชอบก็ไม่เป็นไร จะบอกว่าด่าได้แต่อย่าแรงก็ไม่กล้า กลัวโดนด่าเบาๆ แล้วเราทำใจไม่ได้ เราเป็นคนเซนซิทีฟ เอาเป็นว่าอย่าด่าเลยนะคะ ข้ามไปก็พอ ...ขอบคุณค่ะ

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เหนือฟ้ามหาสมุทรแปซิฟิก


มุมไฮไลท์ประจำสนามบินสุวรรณภูมิ นี่น่าจะเป็นรูปชุดสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่อง และเราก็ไม่ได้แตะกล้องอีกเลย เพราะปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ผ่านด่านตรวจเข้าเกตไป พยายามทำตัวให้หูไวตาไว ฟังประกาศไม่ให้พลาด เพราะกลัวอย่างมากกับการตกเครื่อง ยกแรกจากเมืองไทย รอดไปได้ เพราะอย่างน้อยก็ยังอยู่ในประเทศไทย ยกต่อๆไป อยู่นอกประเทศล้วนๆ ต้องใช้ทักษะการฟังอย่างสูง และนอกจากจะฟังแล้ว เราเองก็ถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดอีกด้วย 

ขึ้นเครื่องบิน ถึงแม้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ก็เป็นครั้งแรกที่บินไกลและบินนาน ไม่ว่าจะได้ยินประกาศอะไร สัญญาณอะไร ดังขึ้น ทำตามทุกอย่าง ซึ่งที่จริงไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้ แต่แบบว่า...ปลอดภัยและสบายใจไว้ก่อน ไม่อยากมีปัญหาอะไรแม้แต่นิดเดียว เวลาที่การอ้าปากพูดหรืออธิบายเป็นอะไรที่ค่อนข้างยาก พอได้ยินเขาประกาศแนะนำตัว กัปตัน สาธิตการใช้เครื่องช่วยหายใจ ชูชีพ ก็ตั้งหน้าตั้งตาดู อ่านเซฟตี้การ์ด เป็นอย่างดี...ส่วนมากจะดูรูปจนเข้าใจ เขาบอกว่าอะไรอยู่ตรงไหนก็จับก็คลำว่ามันมีอยู่อย่างเขาบอกจริงๆ สัญญาณให้รัดเข็มขัดดังขึ้นก็รีบรัดเข็มขัด ไฟสัญญาณดับ ก็เอาเข็มขัดออก เรื่องสูบบุหรี่ไม่มีปัญหา เพราะว่าไม่สูบอยู่แล้ว แต่ที่น่าเสียดายคือ กล้องถ่ายรูป ก็เขาดันประกาศว่า ให้งดใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด เลยเป็นที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งว่า ไม่มีรูปบนเครื่อง หรือวิวบนท้องฟ้า เก็บมาไว้ดูบ้างเลย จำได้แต่ว่าการเดินทางอันแสนยาวนาน เหมือนผ่านทั้งกลางวันและกลางคืน ท้องฟ้าที่เห็นในระดับสายตา คือฟ้าในระดับเหนือเมฆ เห็นแสงอาทิตย์ที่เส้นขอบฟ้า แล้วพอกลางคืนก็มืดมาก จำไม่ได้ว่าเห็นดาวบ้างมั้ย รู้แต่มันมืด การได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก บนท้องฟ้าระดับเหนือเมฆก็เป็นอะไรที่น่าประทับใจเหมือนกัน  

รู้สึกว่าไม่มีคนไม่มีใคร ที่เราจะทำความรู้จักได้ มองไปก็ไม่เจอคนไทยสักเท่าไหร่ อาจจะมีอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้นั่งใกล้กัน สุดท้ายก็หลับไป สิ่งฆ่าเวลาสำหรับการเดินทางครั้งนี้คือการนอนหลับ แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเราคิดว่าการนอนหลับนั้นช่วยป้องกันอาการเจ็ตแลค (อันนี้คิดเอาเองว่าการหลับช่วยได้) 

โดดเดี่ยวคนเดียวจากกรุงเทพ สู่นาริตะ ต่อมาถึงลาสเวกัส ทุกการขึ้นเครื่องลงเครื่องไม่มีปัญหา จนมาที่สุดท้าย สนามบินลาสเวกัส เป็นที่ๆต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ก็เจอปัญหาเล็กน้อยเรื่องกระเป๋าเดินทาง เพราะไม่สามารถหาเจอได้ ถ้าเป็นเมืองไทยบอกตรงๆนะว่า ถ้าหากระเป๋าไม่เจอหรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นอย่างนี้ มีแต่กลัวกับกลัวอ่ะ แต่ที่นี่ทำไมไม่รู้สึกกลัวก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าต้องมีคนช่วยเรา มั่นใจมากขนาดนั้นเลย เมื่อไม่เจอกระเป๋าสัมภาระสองใบของเราแน่แล้วที่สายพานรับกระเป๋า เดินไปเดินมา เจอเคาน์เตอร์นึง เห็นใส่ชุดเป็นพนักงานในสนามบินนี่แหละ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเคาน์เตอร์นี้ทำอะไร แต่ก็ตัดสินใจเดินเข้าไปถาม พนักงานผู้หญิงหน้าตาบ่งบอกว่ามีเชื้อสายสเปนปนๆกับอเมริกันผิวดำ ก็ถามมาว่า สติ๊กเกอร์สัมภาระมีอยู่มั้ย จะตรวจสอบให้ เราก็เลยยื่นให้เขาไป สักพักเขาก็เอาไปสแกนบาร์โค้ดหรืออะไรสักอย่าง แล้วก็บอกให้เรารอสักครู่ แล้วเขาก็บอกเราว่าจะไปรับกระเป๋าได้ที่ไหน ...รอดไป

วันนี้สั้นจัง ...เหนือฟ้า ไม่มีอะไรเลย landing อย่างรวดเร็ว (แต่ตอนเดินทางจริงๆไม่เร็วอย่างนี้หรอกนะ เป็นวันเต็มๆเห็นจะได้) เหมือนอย่างที่บอกว่ารู้สึกตัวเองเหมือนหมู กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็กิน อยู่อย่างนี้ จำได้ว่าสี่ห้ามื้อเห็นจะได้ แต่บอกไม่ได้ว่ามื้อไหนเป็นมื้อไหน บอกตรงๆว่า เวลาบนนาฬิกาข้อมือไม่ได้ช่วยอะไรเลยจริงๆ ระยะเวลาของการเดินทางมันยาวนาน แต่เวลากลับถอยหลังซะงั้น ...งงมั้ย???

ไปค่ะ ...พรุ่งนี้ไปเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา กัน จะเข้าได้อย่างผ่านฉลุย หรือยังต้องมีอุปสรรคอีกนะ ชักจะตื่นเต้นแล้วสิ (กลับมาเขียนเรื่องราวการเดินทางครั้งนี้ ก็รู้สึกว่าเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน แม้จะมีหลายอย่างที่ลืมเลือนไป แต่ก็มีอีกหลายอย่างผุดขึ้นมาในใจ หลายอย่างที่เราลืมไปแล้ว และหลายอย่างที่เราอยากลืม ...เพราะไม่ใช่ทุกอย่างในการเดินทางจะน่าจดจำแต่มันก็ยังฝังใจ)

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ใต้ปีกพญาอินทรี

การเดินทางไปสนามบิน ก็คงเหมือนบ้านนอกเข้ากรุงทั่วไป พ่อแม่พี่น้อง ญาติๆ ไปส่งกันเต็มรถตู้  ยังแซวอยู่ว่าขึ้นรถกันครบทุกคนแล้ว เหลือคนที่จะไปนี่แหละ ไม่มีที่นั่ง หลานสาวตัวน้อยก็ไปส่งด้วย ที่จริงหลานสาวก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เราเกือบจะลังเล ถ้าเป็นตอนแรกๆที่ยังตกงานแล้วอยู่บ้านเลี้ยงหลานคงไม่มา แต่นี่เราละวางหน้าที่นั้นไปได้ปีกว่าๆแล้ว และหลานก็โตพอสมควร หลานคนนี้เราเลี้ยงเขามาตั้งแต่อายุได้ 3 วัน (พ่อแม่ไม่ได้ทิ้งไปไหน แต่ว่าพวกเขาต้องไปทำงาน) เราเองลาออกจากงานที่กรุงเทพฯมา เพราะรู้สึกว่ามันสุดทน พอดีประจวบเหมาะกับที่พี่สาวคลอดลูกสาวคนนี้ออกมาพอดี เลยมีงานที่เป็นหน้าที่ยิ่งใหญ่ให้รับผิดชอบมากกว่าการหารายได้ใช้จ่าย จุนเจือครอบครัว หน้าที่ดูแลฟูมฟักให้เขาเติบโตเป็นเด็กดี นี่ก็ค่อนข้างยากแต่ว่าเป็นงานที่รักและเราก็ตั้งใจทำอย่างมาก จนวันหนึ่งเมื่อเราเองต้องนึกถึงครอบครัวของเราบ้าง ก็ได้เวลาที่เราต้องออกไปทำหน้าที่เวิร์คกิ้งวูแมนและหลังจากนั้นก็ไม่มีโอกาสได้ทำหน้าที่นั้นอีกเลย เพราะพี่สาวตั้งท้องลูกคนที่สอง และคลอดออกมาในช่วงเวลาที่เรายังอยู่ที่อเมริกาอยู่เลย ส่วนตัวเราเองไม่ต้องพูดถึง ไม่มีโอกาสได้ทำหน้าที่นั้นอีกแล้ว ...จบไป



ถึงสนามบินก็รอคอยเชคอินอย่างใจจดใจจ่อ มีแต่ความรู้สึกตื่นเต้น แม้จะสัมผัสได้ว่า พ่อแม่มีความอาลัยอาวรณ์ก็ยังไม่สามารถเรียกน้ำตาให้ไหลออกมาได้ เพราะในหัวคิดไว้ตลอดเวลาว่า พอพ้นตรงนี้ไป เราเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบตัวเองทั้งหมด สิ่งศักดิ์สิทธิ์(สิงห์สองตัว มีความหมายโดยนัยว่า ให้มีใจเด็ดเดี่ยวเหมือนสิงห์ หากินได้ง่ายไม่อดอยาก...ดูจากหุ่นเราแล้วคงไม่ยอมอด เหอะๆๆ)ที่มีที่ได้จากคนใกล้ชิดและครอบครัวก็เอาติดตัวไว้ แต่ต้องถอดตอนที่ผ่านด่านเลยคิดว่าเอายัดกระเป๋าสะพายไปก่อนจะดีกว่า  เรื่องความไม่เข้าใจในการเดินทางนี้ ทุกคนตั้งคำถามตลอด ไปทำไม ไปทำอะไร ไปแล้วได้อะไร เราก็ตอบไป หาเหตุผลร้อยแปดพันเก้าว่าการเดินทางครั้งนี้มีข้อดีอะไร แต่ทั้งหมดทั้งมวลในใจคิดแค่ว่า "อยากไป" เรื่องความไม่เข้าใจอะไรไม่เท่ามารู้ทีหลังว่าหลานสาวไม่รู้ว่านี่คือ การเดินทางไกล หลานสาวตัวน้อย เห็นเราเดินเข้าไปข้างใน ผ่านเคาน์เตอร์เชคอิน เดินเข้าด่านตรวจไป คิดว่าคือแค่นั้น เขาไม่รู้เลยว่าหลังจากฉากกั้นนั้นไป การเดินทางของเราช่างแสนจะยาวไกลไปขนาดไหน (มารู้ตอนกลับมาเมืองไทยแล้ว พ่อแม่เล่าให้ฟังว่า หลานสาวตัวน้อย ถามว่า "ทำไมจ๋าเอื้องเข้าไปในนั้นนานจัง ไม่ออกมาสักที" ...เด็กหนอเด็ก)

เส้นทางบินของตั๋วโดยสารคือ กรุงเทพ-นาริตะ-ลาสเวกัส สายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ตลอดการเดินทางเนื่องจากถึงลาสเวกัสแล้วจะต้องเปลี่ยนเครื่องเดินทางต่อไปแคลิฟอร์เนียอีก การขึ้นเครื่องบินไม่ได้สร้างความประหม่า หรือตกใจเท่าไหร่นัก ไม่มีอะไรหวือหวา เครื่องบินออกจะเก่า เท่าที่ฟังจากชื่อน่าจะพอเดาได้ แต่ที่น่าตกใจคือค่าตั๋วโดยสารนี่แหละ เจ็ดหมื่นกว่าบาท ทำงานทั้งปียังไม่มีเงินเก็บเท่านี้เลย พระเจ้าประทานแท้ๆ ตั๋วเป็นแบบโอเพ่น คือไม่ระบุวันกลับ แต่ต่อไฟลท์ไปไหนต่อไหน ละเอียดยิบ เรียกว่าพลาดเวลาไม่ได้เลย การเดินทางโดยเครื่องบิน สำหรับเราค่อนข้างอึดอัดและกดดันพอสมควร ด้วยความกดอากาศที่ไม่ปกติเวลาเครื่องบินขึ้น หรือร่อนลง และไม่ได้โกนหัวเดินทาง ไม่มีหัวโล้นให้ลูบเล่น สิ่งศักดิ์สิทธิ์เอาเข้ากระเป๋าขี้เกียจจะหยิบจะหยกจะจกจะหาออกมากุมมาถือ นึกอยู่ในใจอย่างเดียวว่า "เราต้องรอด" ทั้งๆที่ก็ไม่รู้ว่าต้องรอดจากอะไร แต่ที่ทำให้นึกสังเวช สมเพชตัวเองอยู่กลายๆก็คือสภาพไม่ต่างจากหมูเลยทีเดียว นั่งๆไป ไม่รู้จะทำอะไรก็หลับ ตื่นมาพนักงานบริการบนเครื่องก็เอาของกินมาให้เลือก กินเสร็จพนักงานมาเก็บ ก็หลับต่อ ตื่นมาก็กินอีก ตอนที่จากกรุงเทพไปนาริตะ ก็กินไปสองมื้อ ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงเห็นจะได้ ได้มาลงยืดเส้นยืดสายต่อเครื่องที่นาริตะ แต่การต่อเครื่องบ่อยๆก็ใช่ว่าจะดี โดยเฉพาะกับคนบ้าหอบฟางอย่างเราแล้วเนี่ยะ เอ่อ ...คือมันลำบากมากเลยกับสัมภาระทุกสิ่งอัน อะไรจะเยอะ เข็มขัด รองเท้า ต้องถอดออกหมด ไหนจะกระเป๋าแครี่ออน อีกหนึ่งใบ กระเป๋าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คอีกหนึ่งใบ (บอกตัวเองให้จำไว้ ว่าอย่าเยอะ) แต่ที่บินนานมากก็จากนาริตะ ไปลาสเวกัส นี่สิ...สภาพหมูที่แท้จริงถึงออกมา กินแล้วก็นอน กินแล้วก็นอน จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ากินไปกี่มื้อ นับเวลาการเดินทางก็น่าจะค่อนวันเข้าไปแล้วเมื่อมาถึงลาสเวกัส ตอนที่ก้าวเท้าเดินดุ่มๆลงจากเครื่อง  และเหยียบเข้าสู่สนามบิน มองไปรอบๆ ในใจก็คิดว่า "นี่หรือคืออเมริกา" (แวบนึงที่ผุดขึ้นมาคือ ...เหมือนในหนังเลย)


วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ก่อนเกิดเหตุ




ของรกๆหน้าโต๊ะทำงาน ...อย่างน้อยก็ยังมีโต๊ะทำงานเป็นสัดส่วนเป็นส่วนตัว อยู่ในห้องประจำ ที่เรามีความรู้สึกเป็นเจ้าของห้อง มีนักเรียนในประจำชั้นเข้าออก สร้างความรำคาญใจเป็นระยะๆ สร้างความประทับใจเป็นประจำ ทั้งนี้ทั้งนั้นมีทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย แต่มันก็ดีกว่าตอนที่อยู่ที่เดิม ที่โต๊ะทำงานแออัดอยู่ในห้องพักครูรวมกับคนอื่นพื้นที่ว่างบนโต๊ะแทบไม่มี เต็มไปด้วยหนังสือ สมุดนักเรียนที่มาส่งงาน แล้วก็เอกสารท่วมหัว เป็นแบบนั้นได้ไม่ถึงปี ก็มีสัญญาณเตือนภัยในรูปหนังสือราชการมาว่า จะอยู่อย่างนี้จริงๆเหรอ โอกาสมาถึงแล้ว ลองไปดูมั้ย ถ้าไม่ลองครั้งนี้ ไม่มีโอกาสแล้วนะ เอาเป็นว่าโชคเข้าข้างทุกประตู โอกาสนี้จึงเปิดอ้าแขนรับเรา ...ความฝันที่ฝันมาตั้งแต่เด็กเป็นจริงแล้ว (แอบยิ้มในใจ)

ต้องบอกว่าสำหรับเราแล้วคิดอยู่เสมอว่าการเดินทางไปต่างประเทศไม่ว่าจะใกล้หรือไกลย่อมมีเรื่องยุ่งยากไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ยิ่งเป็นคนที่ไม่เคยเดินทางด้วยแล้ว ซ้ำร้ายยังไม่มีคอนเนคชั่นกับใครที่ไหนอีก เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร แต่ก็เก็บมันไว้ในใจ ถ้าวิตกเกินไป ทางบ้านจะบอกว่างั้นก็อย่าไปเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่สามารถทำตามได้ เรื่องยุ่งๆบางทีก็มาจากตัวเรา บางทีก็เป็นเรื่องที่ไม่คาดคิด มูลนิธิฯเจ้าของโครงการเป็นคนดำเนินการให้เกือบทั้งหมดด้านเอกสารการขอวีซ่าต่างๆ มีสิ่งที่เราต้องเตรียมคือหนังสือเดินทาง(เพราะหมดอายุไปนานแล้ว) จองคิวสัมภาษณ์วีซ่า ซึ่งทางมูลนิธิฯก็ย้ำหนักหนาว่าไม่ต้องจ่ายเงินนะคะ แต่พนักงานไปรษณีย์ไม่รู้เรื่องเราก็บอกตามที่ได้ข้อมูลมา แต่เขาก็เก็บ เราไม่กล้าเถียงเพราะไม่เคยมาก่อนไง เลยเสียค่าโง่ไปเลย สามพันกว่าบาทได้มั้ง เสียดายอยู่ ...เรื่องเงินช่างมันเถอะ แต่อดสงสัยไม่ได้ว่า คุณกฤต ไปขอวีซ่าอย่างไร ได้ตั้ง "สิบปี" อิจฉาจัง

ก่อนจะได้เอกสารก็มีเรื่องต้องหลั่งน้ำตา เพราะว่าเราเป็นเด็กรุ่นที่ไม่มีเล่มสีชมพูประจำตัวตอนคลอด บันทึกการให้วัคซีน หยอดยาไม่ครบ มีความกังวลว่าวีซ่าจะไม่ผ่าน แต่มูลนิธิฯเครดิตดี บอกมาว่าไม่เป็นไร ทั้งๆที่มีแค่คำยืนยันจากแม่ และใบรับรองแพทย์ที่ตรวจโรคตามระบุแล้วเท่านั้น ...ผ่านไป

ตอนที่ตัดสินใจไป รู้ว่ายาก แต่อยากลอง ตัดสินใจสมัครโครงการนี้ ต้องสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษ (ซึ่งไม่มี เหอะๆๆๆ) สัปดาห์นี้สมัคร สัปดาห์หน้าสอบ ตื่นเต้นมั้ย??? ที่จริงไม่มีเวลาสำหรับการตื่นเต้นหรอก แต่ตอนไปสอบก็ตื่นเต้นเพราะต้องเข้ากรุงเทพ ไปคนเดียวด้วยตอนนั้น ตื่นเต้นหนักขึ้นไปอีกตอนที่เจอคนที่มาสอบเหมือนกันเล่าว่า พวกเขาต้องลงทุนมากมายขนาดไหนเพื่อให้สอบผ่าน แค่ค่าสมัคร 5500 บาท (ณ ตอนนั้น) เราก็ว่าเยอะแล้วนะ นี่ต้องลงทุนติวกันอีก คอร์สละสามหมื่นได้ โอ้!พระเจ้า โหดไปมั้ย แต่เขาก็เล่า ติวกันละเอียดเป็นPart เลย ตอบคำถามต้องตอบยังไง สอบเขียนต้องเขียนยังไง แบบไหนได้คะแนนเยอะ ...เราไม่ได้ติวอ่ะ ไม่มีตังค์ แล้วก็ไม่ทันแล้วด้วย ทำได้แค่เอาไฟล์เสียง MP3 ที่มากับคู่มือสอบ TOEIC มาเปิดฟังกรอกหูตั้งแต่เดินทางจากบ้านต่างจังหวัดเข้าสู่กรุงเทพฯ ก็กะแค่ว่าให้คุ้นๆกับสำเนียงเสียงชาวต่างชาติหน่อย ให้พอจับใจความได้บ้าง ส่วนเรื่องพูดเดี๋ยวไปมั่วเอา ฟ้าเป็นใจ โลกไม่โหดร้ายจนเกินไปนัก ผลออกมาไม่ได้ดีเลิศอะไร แต่ก็พอที่จะเป็นเอกสารประกอบการสมัครในครั้งนี้ ...ขอบคุณ

ทีแรกนึกว่ามีเราคนเดียวที่กะว่าจะไปตายเอาดาบหน้าที่โน่น มีคนคิดเหมือนเราด้วยอ่ะ แต่กล้าน้อยกว่าเราหน่อยนึงเพราะก็ยังมีคอนเนคชั่นที่นั่นติดต่อมา ส่วนเราไม่ต้องห่วง บอกที่บ้านอย่างเดียวว่าไม่ต้องห่วง ก็เพราะไม่อยากให้เป็นห่วงจริงๆ รู้ว่าถ้าไปถึงที่นั่นแล้ว ต้องไปที่ไหนต่อก็จริง แต่จะบอกว่าพอเดินทางแล้ว เวลามันก็ไม่ลงตัวหรอก พอคเกตมันนี่เล็กๆน้อยๆที่ทางบ้านและตนเองเจียดไปเพื่อเป็นทุนรอนสำรองจ่ายยามฉุกเฉินก่อนเงินเดือนจะออกนี่ก็ไม่ได้จุนเจือค่าโรงแรมนักหรอก และถ้าจะใช้แลกที่นอนแค่หนึ่งคืน รู้สึกว่ามันไม่คุ้มเลย ไม่เป็นไร ...ไปจัดการเมื่อถึงที่นั่น (คิดง่ายดีมั้ย แล้วประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืมก็เกิดขึ้นจริงๆ) 

16 เมษายน 2550 เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ที่เวอร์จิเนียเทค ข่าวการได้รับเลือกมาถึงแล้วแต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้ไปอยู่แห่งหนตำบลใดในประเทศแห่งเสรีภาพนี้ บอกตรงๆว่าตอนได้รับจดหมายแจ้งสถานที่มา ชื่อเมืองยังอ่านผิด ...เวรกรรม พ่อแม่ที่รู้พอคร่าวๆก็สอบถามกันใหญ่ว่าใช่ที่ที่เราจะไปหรือเปล่า บอกได้แค่ว่าไม่ใช่ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า เหตุการณ์ข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้น

ผ่านทุกอย่างด้วยโชคล้วนๆ รายละเอียดความลำบากลำบนปนความตื่นเต้นยังประทับในใจไม่หาย ตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์แล้วตกรถ ทำให้ต้องขับรถเข้ากรุงเทพฯด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก แต่ก็คุ้มค่า จนถึงวันที่ใกล้เดินทาง ก็ยังทำงานที่โรงเรียนอยู่เลย เดินทางพรุ่งนี้ วันนี้ก็ยังไปสอน ไปหานักเรียน ไปทำงาน ใจหายเพราะถ้าเราไป 1 ปี นักเรียนจะเปลี่ยนไป เรากลับมาเขาอาจจะไม่เป็นเหมือนตอนนี้ก็ได้ ที่จริงคือกลัว แต่ใจมันเรียกร้องสิ่งท้าทายใหม่ๆมากกว่า บอกตรงๆว่าร้องไห้ ที่ต้องจากนักเรียน แต่ไม่เคยร้องไห้ที่ต้องจากครอบครัวในคราวนั้นเลย เพราะรู้แก่ใจว่าสักวันเมื่อมันครบกำหนดเราก็ต้องกลับมา ชีวิตก็ยุ่งจนวินาทีสุดท้ายก่อนวันเดินทาง และไม่มีเวลาไปนั่งร้านกาแฟ ซึ่งเมื่อก่อนตอนนั้นไม่ได้มีเยอะแยะเป็นดอกเห็ดเหมือนปัจจุบันนี้ แม้จะหลงใหลการชงกาแฟ การชงเครื่องดื่มชนิดต่างๆ ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันเมื่ออ่าน บลูมิงตันในวันฝนพรำที่คุณกฤตพูดถึงร้านกาแฟOHO ที่ชงเอสเปรสโซ่ ได้อร่อยนัว แต่ผิดกฎการชงเอสเปรสโซ่อย่างที่ควรจะเป็น แล้วที่ควรจะเป็นมันเป็นยังไง อ่านไปก็ถามตัวเองไป จำได้ลางๆเมื่อตอนที่เคยเป็นพนักงานร้านอาหารว่า ไอ้เจ้าเอสเปรสโซ่เนี่ยะมันเป็นกาแฟร้อนเข้มข้นมาก แก้วเล็กๆ แต่รสชาติไม่เล็กตามแก้วเลย แต่พอมาเจอเอสเปรสโซ่ตามท้องตลาด มีทั้งใส่นมข้นหวาน น้ำเชื่อม นมข้นจืด น้ำแข็ง คือมันแหกทุกกฎความน่าจะเป็นเอสเปรสโซ่ที่เราเคยรู้มา งั้นก็ต้องresearchหน่อย ค้นหาข้อมูลมาค่ะ ...(รูปที่นำมาไม่ใช่เอสเปรสโซ่นะคะ ตระกูลกาแฟเหมือนกันแต่คือไรไม่รู้ เพื่อนสั่ง 555)


ทำการค้นคว้ามาแล้วนิดหน่อยค่ะ เลือกจากหลายเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลเรื่องกาแฟเอสเปรสโซ่ แต่เลือกใช้ข้อมูลจากเว็บไซต์เดียวคือ www.nlcoffee.com ได้ความว่า เอสเปรสโซ่ คือ เมนูกาแฟร้อนชนิดหนึ่ง เข้มข้นแต่ปริมาณน้อย ใช้น้ำร้อนที่อุณหภูมิ 85-96 องศา ดันผ่านกาแฟบดปริมาณ(โดยประมาณ 20 กรัม)ที่แรงดัน 8-9 บาร์ ผลที่ได้ คือ น้ำกาแฟที่มีฟองครีมสีทอง มาตรฐานปริมาณน้ำกาแฟรวมฟองครีมอยู่ที่ 30 ซีซี และยังเป็นพื้นฐานของกาแฟชนิดต่างๆ (ขอบคุณข้อมูลนะคะ) แต่ว่าเดี๋ยวนี้ร้านกาแฟเล็กๆก็สูตรต่างๆกันไป แปลกๆไปเยอะ แต่ก็หวานมันถูกใจกันไป ...อ้วนด้วยขอบอก


วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

คำนำ Let's go กับจดหมายเรื่องปลาวาฬ

อย่างที่บอกตอนเกริ่นนำ อ่านแค่คำนำก็ตื่นเต้นมากแล้ว เหมือนจะได้ผจญภัยไปกับการเดินทางครั้งนี้ด้วยเลย เสียดายที่เป็นคนไม่ค่อยเปิดโลกทัศน์ เพราะกว่าจะมีหนังสือเล่มใหม่ๆ เรื่องใหม่ๆ มาเตะตา ต้องใจ กระแทกต่อมอยากรู้อยากเห็นได้ ก็ใช้เวลานานอยู่ เรามักจะอ่านเรื่องเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า อ่านเรื่องที่ชอบร้อยรอบก็ไม่เบื่อ แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองได้พลาดอะไรที่ดีๆไปแล้วบ้าง เพราะไม่เปิดหู เปิดตา เปิดใจกับสิ่งใหม่ๆ จนมาถึงตอนนี้ มาวันนี้ รู้สึกตื่นเต้นดีจัง เหมือนกำลังจะได้เดินทางไปในดินแดนที่แสนไกล เป็นดินแดนที่อยากจะไปเมื่อไหร่ก็ได้ แค่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน (นี่คือความรู้สึกหลังจากที่อ่านส่วนต้นของหนังสือเล่มนี้ ...แต่ก็ไม่รับประกันว่า หลังจากนี้ไป จะยังคงตื่นเต้นอยู่หรือไม่ ความรู้สึกจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น หรือแย่ลง คงต้องติดตามกันต่อไป)

อ่านคำนำจบ ก็นั่นสินะ ชีวิตคงจะคือการเดินทาง เราเองมาได้เกือบครึ่งทางแล้ว ถ้าคิดว่าอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 80 ปี (มองโลกแง่ดีไปนะ) การเดินทางของเราช่างราบเรียบ อยู่ในกฎระเบียบ (อาจมีแหวกๆบ้างเล็กน้อย) พยายามประคับประคองให้อยู่ในทำนองคลองธรรมเท่าที่จะสามารถทำได้ ไม่ใช่ไม่เคยทำผิด แต่ก็พยายามแก้ไข แต่วันหนึ่ง หัวใจก็บอกว่า เราควรไป ไปที่ไหนสักที่ ที่ไม่มีใครรู้จักเรา ที่ที่เราจะไปเริ่มอะไรใหม่ๆได้ อย่างน้อยสักช่วงหนึ่งของชีวิต ก็ยังดี จัดการเตรียมตัวเดินทางเสร็จสรรพ ทั้งราบรื่นและมีอุปสรรค ขนาดต้องหลั่งน้ำตา เพราะอาจมีวี่แววว่าการเดินทางที่ตั้งใจไว้อาจจะต้องพัง เพราะกระดาษใบเดียว ที่เราไม่มี แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ ไม่ได้เตรียมการดิบดี เหมือนกันกับที่ คุณกฤต เตรียมจะไปบลูมิงตัน เหมือนใจมันสั่งให้ไปก็จะไป อะไรจะเกิดตั้งแต่ก้าวพ้นจากสายตาครอบครัวแล้ว คือสิ่งที่เราจะต้องรับผิดชอบและจัดการเองทั้งหมด(ดูเป็นผู้ใหญ่จัง ^^) สิ่งที่เอาติดตัวไป นอกจากเอกสารสำคัญกับหนังสือเดินทาง ยังมีกล้องถ่ายรูป(ขาดไม่ได้เลยล่ะอันนี้) คอมพิวเตอร์โน๊ตบุคใส่กระเป๋าไปใบเบ้อเร่อ กระเป๋าแบบหิ้วขึ้นเครื่องได้อีกหนึ่งใบ ไม่รวมกระเป๋าสัมภาระอีกสองใบใหญ่ (บ้าหอบฟางชัดๆ) ยาไม่ต้องเพราะไม่กิน เงินสดอันจำกัดจำเขี่ย ไม่มีเงินพลาสติกติดไปแต่อย่างใด เรียกว่า แทบจะไปตายเอาดาบหน้า มาอ่านสไตล์ของคุณกฤตนี่แบคแพค ชัดๆ เป็นสไตล์ที่เราอยากเดินทางอย่างนี้บ้าง แต่ก็นะ ...ผู้หญิงเรื่องเยอะ แล้วไอ้ที่หอบไปก็ใช่ว่าจะได้ใช้ทั้งหมด


ความประทับใจในเรื่องทั่วๆไป ตอนนั้นเราก็มองเป็นเรื่องธรรมดา แต่พอคุณกฤตสรุปมาเป็นข้อๆ ทำไมเราแบบ เออจริงแหะ ...ตอนนั้นไม่เห็นเราคิดได้อย่างนี้บ้าง (นี่แหละ การฝึกใช้สมองมันต่างกัน เรามันอารมณ์อยู่เหนือเหตุผลตลอด 555) แต่เรียกว่าประทับใจซะทีเดียวมันก็ไม่ค่อยถูก น่าจะเป็นความแปลกใหม่ในภูมิประเทศ อากาศ ผู้คน วิวทิวทัศน์ สิ่งก่อสร้าง การสื่อสาร เทคโนโลยี และอื่นๆที่บ้านเราไม่มีแล้วบ้านเขามีทำให้เรารู้สึกว่าน่าเรียนรู้ จนถึงน่าประหวั่นพรั่นพรึงไปเลยก็มี


การเดินทางครั้งนี้ ไม่ได้คิดอะไรมากเลย แค่คิดว่ามันจะเติมเต็มฝันของเรา ฝันของเด็กบ้านนอกคนนึงที่เวลาพูดถึงต่างประเทศทีไร ก็ทำไมจะต้องเป็นสหรัฐอเมริกาตลอดก็ไม่รู้ อย่างน้อยเราก็ได้ไปเหยียบมาแล้ว ทั้งๆที่ความรู้สึก ตอนเท้าแตะพื้นคือ "นี่หรือคืออเมริกา???" ...ไม่ได้ผิดหวัง หรือไม่ได้เกินความคาดหมาย แต่แค่นั้น นี่หรือคืออเมริกา...


ว่าแต่ ...จดหมายเรื่องปลาวาฬ คุณกฤตเขียนถึงใคร??? (แล้วจะอยากรู้ไปทำไม?)  แต่คงสนิทกันมากเลยนะ ถึงขั้นใช้คำว่า "แก" กับ "ฉัน" อันนี้เป็นคำสรรพนามเรียกผู้สนิทระดับสอง ต่อจาก "กู" กับ "มึง" ซึ่งสนิทชนิดให้เลือดกันได้ (อันนี้ส่วนตัว) แต่ปลาวาฬตัวนั้นก็ดีนะ คลาสสิคดี และมันก็คงจะดี ถ้าได้อ่าน บลูมิงตันในวันฝนพรำแบบแงะออกมาจากขวด ...ก็ว่ากันไปค่ะ ถ้าเจอจดหมายใส่ขวดลอยน้ำมา นั่นถือได้ว่ามันคือโชคชะตาอย่างแท้จริง




โคลฟเวอร์ ถ้าเจอสี่ใบจะโชคดี (นี่คือความเชื่อ) ก็ไม่เคยเจอสักที