ยืนยันคำเดิม ไม่ได้สปอยล์หนังสือนะคะ
^^ …แค่อยากทบทวนเรื่องราวของตัวเอง ที่เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ทำให้นึกถึงสิ่งต่างๆเหล่านั้น ซึ่งความรู้สึกเหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน
อันนี้เขียนจาก ตอนโค้งสุดท้ายสู่บลูมิงตัน, เหนื่อยนักก็พักก่อน, สัปดาห์แรกในบลูมิงตัน
การเดินทางครั้งนี้
จุดหมายปลายทางจริงๆของเรา อยู่ที่เมือง DeKalb ในรัฐ Illinois แต่ก่อนจะได้ไปถึงที่นั่น
เรามีตารางที่ต้องเข้าปฐมนิเทศที่มหาวิทยาลัย Standford ก่อน ประมาณ 1 สัปดาห์ ช่างเป็นอะไรที่ดีนะ
สำหรับเราแต่ไม่ดีก็ตรงที่ ค่าแท็กซี่นี่แหละ อย่างที่เล่าให้ฟังตอนก่อนหน้านี้
และการได้เป็นผู้ไร้บ้าน (Homeless)
เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่จริงก็ไม่เชิงนะ
เราเคยเป็นแบบนี้มาก่อนตอนฝึกงานอยู่สิงคโปร์ เรานอนที่หอพักไม่ได้ เพราะเพื่อนๆ
ชาวฟิลิปปินส์เปิดแอร์เย็นมากอย่างกับขั้วโลกเหนือ หรือขั้วโลกใต้ก็ไม่รู้
ที่ไหนหนาวกว่าก็ที่นั่นแหละ (พวกเรานอนรวมกัน) เราเลยต้องระเห็จระเหเร่ร่อน
ไปนอนที่โรงแรมที่เราทำงาน
จนเพื่อนที่เข้ากะดึกคิดว่าเราไปเที่ยวจนเมาแล้วไม่ยอมกลับบ้าน แต่คืนนั้นก็ผ่านไป
โดยที่เรานอนอยู่ในมุมมืดของโรงแรมจนเช้ามืดก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
เข้าทำงานกะเช้าเลย ...รอดตายจากความหนาวไปหนึ่งคืน
กลับมาสแตนฟอร์ดค่ะ พูดถึงมหาวิทยาลัยนี้
ก็นึกถึงเรื่องเล่า ที่ได้อ่านมา ถึงที่มาของมหาวิทยาลัย (ขอแอบเล่าสักหน่อยละกัน)
เรื่องมีอยู่ว่า สามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งเดินทางมาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
เพื่อขอพบอธิการบดี ทั้งที่ไม่ได้นัดไว้ และด้วยการแต่งกายที่ไม่ได้ดูดีนัก
การเข้าพบก็ดูจะลำบาก แต่สุดท้ายก็ได้เข้าพบโดยเหตุผลเบื้องหลังคือ ให้เข้าพบซะจะได้รีบกลับ
เมื่อได้เข้าพบแล้ว อธิการบดีจึงสอบถามถึงจุดประสงค์ในการมาของทั้งสอง
หญิงชราบอกไปว่า ลูกชายของเธอเรียนฮาร์วาร์ดอยู่ 1 ปี และเขาชอบมหาวิทยาลัยนี้มาก
เขามีความสุขที่ได้เรียนที่นี่ แต่ตอนนี้เขาเสียชีวิตแล้ว
เธอจึงคิดอยากสร้างสิ่งปลูกสร้างสักอย่างเพื่อระลึกถึงลูกชายของเธอในมหาวิทยาลัยแห่งนี้
อธิการบดีได้ยินดังนั้น คิดว่าหญิงชราพูดเล่น
และนึกไปว่าหญิงชราต้องการจะมาสร้างรูปปั้นของลูกชายไว้ในมหาวิทยาลัย
ซึ่งในความคิดของอธิการบดีนั้น มันจะทำให้มหาวิทยาลัยดูกลายเป็นสุสาน หญิงชราจึงชี้แจงความประสงค์อย่างชัดเจนอีกครั้งว่า
อยากสร้างสิ่งปลูกสร้าง ไม่ใช่รูปปั้น ด้วยสีหน้าสะกดกลั้นความไม่พอใจเอาไว้
อธิการบดีตอบกลับไปว่า สิ่งปลูกสร้างแต่ละอย่างของมหาวิทยาลัยนั้นมีมูลค่ากว่า 7.5
ล้านเหรียญ หญิงชรานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วมองหน้าสามี
ปรึกษากันแล้วจึงขอตัวกลับ โดยที่ทั้งสองคนนั้นมีคำตอบให้กันและกันวา
ถ้าต้องใช้เงินขนาดที่ว่าในการสร้างสิ่งปลูกสร้างในมหาวิทยาลัย
ทำไมพวกเขาไม่ใช้เงินที่มีสร้างมหาวิทยาลัยของตัวเองขึ้นมาซะเลยล่ะ
พวกเขาจึงตัดสินใจเดินทางมาที่ พาโลอัลโต แคลิฟอร์เนีย
เพื่อสร้างมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นที่ระลึกถึงลูกชายของพวกเขา มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็คือ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด
สร้างโดย นายและนาง ลี สแตนฟอร์ด (เครดิต ฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก
สอนวิธีคิด เล่มที่ 1 “วิชาชีวิตที่ไม่มีในตำรา”) ...และจากเรื่องเล่านี้ กับชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่มี สอนเราได้ดีว่า อย่าตัดสินคนแค่จากภายนอก เดี๋ยวจะ"เงิบ"
ค่ะ...มาถึงแล้ว หลังจากนอนสนามบิน
จ่ายเงินไปไม่น้อยให้กับแท็กซี่ในการ วนหาที่พัก และหลับอุตุตั้งแต่เช้ายันเย็นและเย็นยันเช้า(เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง
ก็เท่ากับว่าการเดินทางมาราธอนสิ้นสุด เขาว่างั้น...นี่ของเรายังไม่เริ่มเลยมั้ง
สิ่งที่เป็นมาราธอนสำหรับเราสิ่งเดียวตอนนี้ก็คือการนอน 555)
สิ่งที่ต้องทำต่อมาคือการติดต่อกลับไปที่บ้าน บอกตรงๆว่า
ตอนที่อยู่สนามบินที่เมืองไทยนั้นมีแต่ความตื่นเต้น ไม่มีน้ำตาแม้กระทั่งว่าจะซึมๆ
เพราะเราอยู่แล้วว่า การเดินทางของเรามีกำหนดแค่ไหน
และสุดท้ายเราก็ต้องกลับมาอยู่ดี แต่ใครจะไปนึกละว่า สหรัฐอเมริกา
ประเทศโลกเสรีที่เทคโนโลยีล้ำหน้า
จะทำให้เราเสียน้ำตาเพราะเราติดต่อกลับบ้านไม่ได้ อย่าโทษเทคโนโลยีงั้นสิ
เราอาจจะโง่เอง หลายคนคงคิดอย่างนั้น แต่เราก็ทำในสิ่งที่ควรทำ
และคำแนะนำทุกอย่างแล้วนะ ตอนนั้นเรายังไม่มี Facebook หรอก สิ่งที่ใช้ติดต่อคือ e-mail กับ msn ถ้าใครจะทัน
มันยากมากในการเชื่อมต่อ ทั้งอินเทอร์เน็ต ทั้งโทรศัพท์
เรียกได้ว่าประเทศไทยเรานี่สบายกว่าเยอะ เขาบอกว่าโทรศัพท์มือถือที่นี่ไม่แพง
แต่แพงที่ค่าบริการ ก็คงจะจริง ทุกที่ที่มีไวไฟ (wifi) หรือสัญญาณอินเทอร์เน็ตแบบแลน
ไม่ใช่แค่เชื่อมต่อแล้วจะใช้งานได้เลยเหมือนบ้านเรา(ในบางแห่ง แต่ก็เป็นส่วนใหญ่)
ต้องมีรหัสนู่นนี่นั่น ซึ่งแต่ละคน แต่ละครั้ง ไม่ซ้ำกัน
การ์ดโทรศัพท์ที่ซื้อมาก็ไม่ใช่ว่าจะกดโทรออกต่างประเทศได้ง่ายๆ
เราสาละวนกับการหาทางติดต่อทางบ้านอยู่หลายชั่วโมง
รวมทั้งต้องรอคิวเพื่อนๆจากหลายประเทศอีกประมาณ 40 กว่าคนเห็นจะได้
ที่วุ่นวายอยู่กับคอมพิวเตอร์บ้าง โทรศัพท์บ้าง
และเมื่อในที่สุดเราโทรศัพท์ติดต่อที่บ้านได้ จะด้วยความเสียดายตังค์ (ค่าแท็กซี่)
หรืออารมณ์คนไร้บ้าน
หรือความยากลำบากในการติดต่อสื่อสารที่เราไม่ได้เตรียมใจรับมันมาก่อน ส่งผลให้น้ำตาไหลพรากเลยทีเดียวเมื่อได้ยินเสียงแม่
สิ่งที่เราพูดกับแม่สาระสำคัญก็มีแค่เราถึงอเมริกาแล้ว สบายดี แม่ไม่ต้องเป็นห่วง
แต่ประโยคหนึ่งที่มันยังดังก้องอยู่ในหัวเราแม้กระทั่งตอนนี้ก็คือ
“ไม่นึกเลยว่าที่นี่จะติดต่อสื่อสารยากขนาดนี้” เป็นประโยคที่พูดไปแล้วก็น้ำตาไหลพรากไป
...ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
เมื่อติดต่อทางบ้านได้แล้ว
ก็โล่งใจไปเปลาะใหญ่ เพื่อนเรามาแล้ว รูมเมทของเรา
ทางเจ้าหน้าที่แนะนำรูมเมทให้เราตั้งแต่ที่เธอยังไม่มาถึง
บอกว่าถึงแม้ว่าเธอจะมาจากฝรั่งเศสแต่เธอก็เป็นคนเอเชีย
ทางเจ้าหน้าที่เลยจัดให้เราเอเชียนอนด้วยกัน เขาจับคู่ ฟิลิปปินส์ อินโดฯ จีน
ญี่ปุ่น เกาหลี กันไปหมดแล้ว รูมเมทของเราเป็นเกาหลีนะ แต่เธอถูกขอมาเลี้ยง (adopted)
โดยครอบครัวชาวฝรั่งเศสตั้งแต่เด็กๆ วิชาที่เธอจะมาสอนก็ภาษาฝรั่งเศสเลยนะ
ไม่แน่ใจว่าเธอยังพูดเกาหลีได้อยู่หรือเปล่า เพราะนอกจากภาษาฝรั่งเศสที่ได้ยินเธอพูดกับเพื่อนๆแถบยุโรป
เราก็คุยกันเป็นภาษาอังกฤษ กันซะส่วนใหญ่ เธอชื่อ Marie
การเป็นคนคุยไม่เก่งนี่
ลำบากมากเลยนะ นึกหัวข้อในการคุยไม่ออก อย่าว่าแต่ปัญหาเรื่องภาษาเลย
เรื่องที่จะคุยก็เป็นปัญหา สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดในตอนนี้คือ ฟัง แล้วก็ยิ้มอย่างเดียว
ปัญหาเรื่องภาษา สำหรับเราก็มีอยู่บ้าง แต่ถ้าเทียบกับปัญหาในการหาหัวข้อสนทนาแล้ว
อย่างหลังนี่สร้างความหนักใจให้เรามากกว่าอีก เพราะพอมีคนมาชวนคุย
เราก็พอจะตอบโต้ได้นะ แต่เราไม่เริ่มบทสนทนาอันต่อไป เหมือนแบบถามคำตอบคำ
แล้วเขาก็อาจจะคิดว่าเราหยิ่งๆรึป่าว ที่จริง ...เราไม่ได้หยิ่งนะ
แค่แบบภาษาไม่แข็งแรง แล้วก็การเล่นบทบาทเป็นคนเริ่มบทสนทนานี่เข้าขั้นอ่อนแอ
ช่างเถอะ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็น เรามาเพื่อเรียนรู้ และเราก็เรียนรู้มันไป
สมองก็ปรับตัวไปช้าๆ กับภาษาที่ได้ยิน ความคิดก็เริ่มเปลี่ยนภาษา ตอนแรกก็ช้าๆบ้าง
แต่หลังๆก็คล่องขึ้น (นี่ไม่ได้พูดถึงสัปดาห์แรกนี่หรอกนะคะ เราพูดแบบเหมารวม)
ถึงแม้ว่าในหลายๆครั้ง I
can’t speak my heart. เราจะไม่สามารถพูดสิ่งที่ใจคิดออกมาได้ก็ตาม
...นี่แหละที่ทำให้อึดอัด(แต่ในกรณีนี้ แม้แต่ภาษาไทยเราเอง บางครั้งยังมีปัญหาเลยนะคะ^^”)
สัปดาห์แรกที่นี่กินดีอยู่ดี
ไม่ต้องไปซื้ออาหารกินเอง มีบัตรโรงอาหารให้ อาหารก็น่ากินทั้งนั้น ชอบตรงที่ผักสด
ผลไม้เพียบเลย แบบว่าอยู่บ้านเราไม่ได้กินเปรมขนาดนี้หรอกนะ
แต่ยังไม่ได้ใช้ความสามารถทางภาษาในการสื่อสารเพื่อการเอาชีวิตรอดสักเท่าไหร่
เพราะอาหารเป็นบุฟเฟ่ต์ ไม่ต้องสั่ง เดินไปหยิบ เอามือชี้ ก็ได้มาแล้ว
ในโปรแกรมของการปฐมนิเทศ
มีการพาทัวร์ด้วยค่ะ แต่ละสถานที่ก็เป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยวทั้งนั้น การทัวร์ก็มีตั้งแต่ขับรถผ่านแล้วชะโงกทัวร์
ลงไปถ่ายรูปหมู่แล้วก็ขึ้นรถไปต่อ คือคิดว่าตั้งใจให้เราเห็นหลายๆอย่าง
แต่อย่างละนิดอย่างละหน่อย แล้วหาเวลามาเที่ยวแบบเก็บรายละเอียดเอาเอง
ระหว่างที่ยังอยู่ที่นี่ สถานที่ที่ได้ไปก็มี ศาลากลาง (City Hall)ขับรถผ่าน
วนให้เห็นทั้งศาลากลาง หอสมุด พิพิธภัณฑ์ แถวๆละแวกนั้น แล้วก็ไป Pier39 ดูแมวน้ำ
กับส่องคุกกลางทะเล Alcatraz (คุกซึ่งไม่น่ามีใครหนีรอดมาได้ ...แต่ก็มี บรึ๋ยยย)
ได้ลงไปถ่ายรูปที่จุดชมวิวสะพานโกลเด้นเกท ที่มีคำถามในหัวเรา และก็คิดว่าคงมีอยู่ในหัวใครอีกหลายๆคนว่า มันสีแดง ทำไมเรียกสีทอง (เดี๋ยวต้องไปหาประวัติของสะพานซะหน่อยละ)
ก่อนมาถึงก็ขับรถผ่าน Golden Gate Park ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ควรมีโอกาสได้เดินเล่นบ้าง คงจะเพลินดี
สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจของเราคือการข้ามสะพานโกลเด้นเกทนี่ละ มันเป็นอะไรที่...เนี่ยะนะ? มหาสมุทร? กว้างใหญ่ สุดลูกหูลูกตามากแถมขอบทะเลกับขอบฟ้าแตะกัน มีเส้นสีทองสะท้อนขอบน้ำขึ้นมา เงางามสว่างสไวมาก
การมองมหาสมุทร มันให้ความรู้สึกแตกต่างจากการมองทะเลลิบลับ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ทั้งๆที่ถ้าออกทะเลไปไกลๆ มันก็จะกลายเป็นมหาสมุทรอยู่ดี แต่ความอลังการ ลิบลับ สุดลูกหูลูกตา และความตอกย้ำว่าตัวเราเล็กเท่ามดหรือเล็กยิ่งกว่านั้น มันรุนแรงกว่าการมองทะเลหลายเท่านัก
แต่เหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่านี้สำหรับเราคือ เราตกรถค่ะ แบบไม่คิดว่าจะเป็นไปได้เพราะมีเพื่อนนั่งมาด้วยกัน เพื่อนต้องบอกคนขับรถสิว่า เพื่อนที่นั่งข้างๆยังไม่มา แต่ว่าเพื่อนไม่ได้บอก เพื่อนคงมัวคุยกับคนอื่นเพลิน เพราะเพื่อนเป็นคนคุยเก่งมากมาก และอาจจะลืมมองหาเราเมื่อตอนรถออก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่คณะทัวร์พาไปลงที่ Palace of Fine Arts Theatre เนื่องจากเรามัวเดินถ่ายรูปเพลิน แถมยังจำเพื่อนในคณะทัวร์ได้บ้างไม่ได้บ้าง บอกตรงๆว่าคนต่างชาติก็ดูหน้าตาคล้ายๆกันไปหมด ได้ยินเสียงรถสตาร์ทตอนที่เดินกลับจากถ่ายรูปแล้ว แต่เรายังออกไปไม่พ้นทางออก รถโค้ชที่นั่งมาก็ขับออกไปแล้ว นึกในใจ “ทำไงดีวะตรู” วิ่งตามสิคะ ไม่ๆๆ วิ่งตามไม่ทันแน่ ต้องวิ่งไปอีกทางนึง มันเป็นถนนแบบที่รถจะต้องวนกลับมา ในใจก็คิดว่า เฮ้ย!ถ้าไม่ทัน เราจะเรียก 911 (คิดไปนั่น โดยที่ไม่รู้เลยสักนิดว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ และต้องเสียค่าใช้จ่ายถ้าเรียกใช้บริการหรือเปล่า) คิดไปวิ่งไปค่ะ โชคดีที่รถวนกลับมาจริงๆ ...ในใจก็คิดว่าเขาวนมารับ เพราะคงรู้แล้วว่าเราตกรถ แต่รู้จากเพื่อนๆบนรถว่า เปล่า! รถกำลังจะออกจากสถานที่นี้ วิ่งมุ่งหน้าตรงไปตามทางไปเรื่อยๆ แต่ละคนต่างแปลกใจมากว่าเราวิ่งเร็วสุดๆมาดักรถได้ ...ถ้าจำไม่ผิดมันเป็นทางที่รถต้องวนกลับมาอยู่แล้ว แล้วเราก็วิ่งไปดักถูกทางต่างหาก จากเหตุการณ์ครั้งนี้ จึงมีการประกาศให้ทราบโดยทั่วกันในการประชุมของผู้รับทุนในช่วงซัมเมอร์ว่า ไม่อนุญาตให้บุคคลในคณะแยกจากกลุ่ม และถ้าตกรถจะไม่รับผิดชอบอีกด้วย (แต่มันคงไม่ใช่เราคนแรกหรอกมั้ง ที่เคยตกรถน่ะ น่าจะมีหลายราย เราแค่อาจจะเป็นหนี่งในนั้นเท่านั้น) ขึ้นรถมาแล้ว พอกลับเข้าที่นั่ง Marie ก็มาขอโทษขอโพยยกใหญ่ที่ไม่ได้บอกคนขับให้รอเรา เพราะไม่ทันได้มองว่าเรามาแล้วหรือยัง เราเลยบอกว่าไม่เป็นไร จะโกรธยังไงลง เพราะก็พอนึกออกหรอกว่า คงไม่ได้มองมาที่เบาะ แล้วก็คงยังไม่ได้กลับมานั่งที่เบาะด้วยซ้ำ เพราะมัวแวะคุยกับคนอื่นๆอยู่แน่ๆ แล้วจะเห็นได้ไงว่าเรายังไม่มา แต่นั่นก็เป็นคุณสมบัติที่ดีของ Marie เพราะเราเป็นรูมเมทกัน ยิ่ง Marie มีเพื่อนเยอะ เราก็จะมีเพื่อนเยอะไปด้วย ถึงแม้จะยังคุยกับเขาไม่ค่อยรู้เรื่องนักก็ตาม และก็ดูเหมือนว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เรากลายเป็น SuperGirl ไปโดยปริยาย
กับส่องคุกกลางทะเล Alcatraz (คุกซึ่งไม่น่ามีใครหนีรอดมาได้ ...แต่ก็มี บรึ๋ยยย)
ได้ลงไปถ่ายรูปที่จุดชมวิวสะพานโกลเด้นเกท ที่มีคำถามในหัวเรา และก็คิดว่าคงมีอยู่ในหัวใครอีกหลายๆคนว่า มันสีแดง ทำไมเรียกสีทอง (เดี๋ยวต้องไปหาประวัติของสะพานซะหน่อยละ)
ก่อนมาถึงก็ขับรถผ่าน Golden Gate Park ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ควรมีโอกาสได้เดินเล่นบ้าง คงจะเพลินดี
สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจของเราคือการข้ามสะพานโกลเด้นเกทนี่ละ มันเป็นอะไรที่...เนี่ยะนะ? มหาสมุทร? กว้างใหญ่ สุดลูกหูลูกตามากแถมขอบทะเลกับขอบฟ้าแตะกัน มีเส้นสีทองสะท้อนขอบน้ำขึ้นมา เงางามสว่างสไวมาก
การมองมหาสมุทร มันให้ความรู้สึกแตกต่างจากการมองทะเลลิบลับ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ทั้งๆที่ถ้าออกทะเลไปไกลๆ มันก็จะกลายเป็นมหาสมุทรอยู่ดี แต่ความอลังการ ลิบลับ สุดลูกหูลูกตา และความตอกย้ำว่าตัวเราเล็กเท่ามดหรือเล็กยิ่งกว่านั้น มันรุนแรงกว่าการมองทะเลหลายเท่านัก
แต่เหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่านี้สำหรับเราคือ เราตกรถค่ะ แบบไม่คิดว่าจะเป็นไปได้เพราะมีเพื่อนนั่งมาด้วยกัน เพื่อนต้องบอกคนขับรถสิว่า เพื่อนที่นั่งข้างๆยังไม่มา แต่ว่าเพื่อนไม่ได้บอก เพื่อนคงมัวคุยกับคนอื่นเพลิน เพราะเพื่อนเป็นคนคุยเก่งมากมาก และอาจจะลืมมองหาเราเมื่อตอนรถออก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่คณะทัวร์พาไปลงที่ Palace of Fine Arts Theatre เนื่องจากเรามัวเดินถ่ายรูปเพลิน แถมยังจำเพื่อนในคณะทัวร์ได้บ้างไม่ได้บ้าง บอกตรงๆว่าคนต่างชาติก็ดูหน้าตาคล้ายๆกันไปหมด ได้ยินเสียงรถสตาร์ทตอนที่เดินกลับจากถ่ายรูปแล้ว แต่เรายังออกไปไม่พ้นทางออก รถโค้ชที่นั่งมาก็ขับออกไปแล้ว นึกในใจ “ทำไงดีวะตรู” วิ่งตามสิคะ ไม่ๆๆ วิ่งตามไม่ทันแน่ ต้องวิ่งไปอีกทางนึง มันเป็นถนนแบบที่รถจะต้องวนกลับมา ในใจก็คิดว่า เฮ้ย!ถ้าไม่ทัน เราจะเรียก 911 (คิดไปนั่น โดยที่ไม่รู้เลยสักนิดว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ และต้องเสียค่าใช้จ่ายถ้าเรียกใช้บริการหรือเปล่า) คิดไปวิ่งไปค่ะ โชคดีที่รถวนกลับมาจริงๆ ...ในใจก็คิดว่าเขาวนมารับ เพราะคงรู้แล้วว่าเราตกรถ แต่รู้จากเพื่อนๆบนรถว่า เปล่า! รถกำลังจะออกจากสถานที่นี้ วิ่งมุ่งหน้าตรงไปตามทางไปเรื่อยๆ แต่ละคนต่างแปลกใจมากว่าเราวิ่งเร็วสุดๆมาดักรถได้ ...ถ้าจำไม่ผิดมันเป็นทางที่รถต้องวนกลับมาอยู่แล้ว แล้วเราก็วิ่งไปดักถูกทางต่างหาก จากเหตุการณ์ครั้งนี้ จึงมีการประกาศให้ทราบโดยทั่วกันในการประชุมของผู้รับทุนในช่วงซัมเมอร์ว่า ไม่อนุญาตให้บุคคลในคณะแยกจากกลุ่ม และถ้าตกรถจะไม่รับผิดชอบอีกด้วย (แต่มันคงไม่ใช่เราคนแรกหรอกมั้ง ที่เคยตกรถน่ะ น่าจะมีหลายราย เราแค่อาจจะเป็นหนี่งในนั้นเท่านั้น) ขึ้นรถมาแล้ว พอกลับเข้าที่นั่ง Marie ก็มาขอโทษขอโพยยกใหญ่ที่ไม่ได้บอกคนขับให้รอเรา เพราะไม่ทันได้มองว่าเรามาแล้วหรือยัง เราเลยบอกว่าไม่เป็นไร จะโกรธยังไงลง เพราะก็พอนึกออกหรอกว่า คงไม่ได้มองมาที่เบาะ แล้วก็คงยังไม่ได้กลับมานั่งที่เบาะด้วยซ้ำ เพราะมัวแวะคุยกับคนอื่นๆอยู่แน่ๆ แล้วจะเห็นได้ไงว่าเรายังไม่มา แต่นั่นก็เป็นคุณสมบัติที่ดีของ Marie เพราะเราเป็นรูมเมทกัน ยิ่ง Marie มีเพื่อนเยอะ เราก็จะมีเพื่อนเยอะไปด้วย ถึงแม้จะยังคุยกับเขาไม่ค่อยรู้เรื่องนักก็ตาม และก็ดูเหมือนว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เรากลายเป็น SuperGirl ไปโดยปริยาย
ส่วนหนึ่งของภาพที่ทำให้เราเพลิดเพลินจนตกรถ
ไม่ได้สวยมาก แต่ว่าเราก็พยายามหามุมสุดๆ เท่าที่ความสามารถในการถ่ายภาพของเราในตอนนั้นจะมี
ไม่ได้สวยมาก แต่ว่าเราก็พยายามหามุมสุดๆ เท่าที่ความสามารถในการถ่ายภาพของเราในตอนนั้นจะมี
สถานที่ท่องเที่ยวท้ายของวัน คือ
แถวถนนลอมบาร์ด (Lombard
Street) ถนนซิกแซกวนสวนหย่อมจากเนินสู่เบื้องล่าง มองขึ้นไปก็สวยงามมากทีเดียว
ช่วงนี้ยังอยู่ช่วงซัมเมอร์ ดอกไม้ก็ยังบานสวยงามมาก
สวนหย่อมที่มีดอกไม้ตัดกันไปมา รถที่ค่อยๆแล่นลงมาก็เหมือนพาเหรด
หรือสวนสนามกันลงมาทีเดียว (ไปอ่านในอินเทอร์เน็ต บางคนเรียกถนนนี้ว่า ถนนลำบาก น่าจะเพราะความโค้ง ลาดชัน และลดเลี้ยวเคี้ยวคด...ขำๆ)
ไม่แน่ใจว่าในแถบนี้ด้วยหรือเปล่า ที่บ้านส่วนใหญ่เป็นบ้านสไตล์วิคตอเรีย ไฮไลท์อยู่ที่ Painted Ladies ใน Alamo Square บ้านแฝด 6 หลัง สไตล์วิคตอเรีย ทาสีลูกกวาด เป็นบ้านที่ใช้ถ่ายทำซีรี่ย์ของอเมริกาเรื่อง Full House (1987-1995) และยังเป็นฉากในหนังไทยเรื่อง พริกขี้หนูกับหมูแฮม อีกด้วย
ไม่ชัดเท่าไหร่ ไกลมากด้วย แหะๆ^^
ไม่แน่ใจว่าในแถบนี้ด้วยหรือเปล่า ที่บ้านส่วนใหญ่เป็นบ้านสไตล์วิคตอเรีย ไฮไลท์อยู่ที่ Painted Ladies ใน Alamo Square บ้านแฝด 6 หลัง สไตล์วิคตอเรีย ทาสีลูกกวาด เป็นบ้านที่ใช้ถ่ายทำซีรี่ย์ของอเมริกาเรื่อง Full House (1987-1995) และยังเป็นฉากในหนังไทยเรื่อง พริกขี้หนูกับหมูแฮม อีกด้วย
นี่คือ ซานฟรานฯ ...อะไรนะ ซานฟรานฯ
ที่เราเคยได้ยินในละครทีวีหลังข่าวอยู่บ่อยๆน่ะเหรอ ซานฟรานฯ
ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีตัวละครใดๆในละครหลังข่าวที่มีบทบาทต้องเรียนจบจากเมืองนอกกลับมา
หรือจะต้องไปอยู่ต่างประเทศ ต้องพูดถึงอยู่บ่อยๆ ซานฟรานฯ ที่ถูกเรียกแบบย่อๆ คือ ซานฟรานซิสโก
ที่ มาร์ค ทเวน (Mark
Twain)
ได้กล่าวไว้ว่า "The coldest winter I ever spent was a summer in San
Francisco." ใช่เลย...แม้แดดจะจ้า แต่ว่าก็หนาวเข้าไปถึงกระดูกได้เลยทีเดียว นี่ไม่นับรวมกับเหตุการณ์ที่ตกรถด้วยนะคะ
ถ้าตกจริงๆ คงจะหนาวมากขึ้นไปอีก ...แต่การได้สัมผัสความหนาวที่นี่ก็คงถือได้ว่าเรามาถึงซานฟรานซิสโกแล้วจริงๆ ไม่ว่ามันจะหนาวจากอะไรก็ตาม ^^
สัปดาห์แรกของเรายังไม่จบนะคะ ...to be continued ค่ะ
รูปประกอบมาแล้ว นานมาก เหมือนบินไปอีกรอบเพื่อไปถ่ายมาแปะในบล็อกเลย 555












ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น