วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ก่อนเกิดเหตุ




ของรกๆหน้าโต๊ะทำงาน ...อย่างน้อยก็ยังมีโต๊ะทำงานเป็นสัดส่วนเป็นส่วนตัว อยู่ในห้องประจำ ที่เรามีความรู้สึกเป็นเจ้าของห้อง มีนักเรียนในประจำชั้นเข้าออก สร้างความรำคาญใจเป็นระยะๆ สร้างความประทับใจเป็นประจำ ทั้งนี้ทั้งนั้นมีทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย แต่มันก็ดีกว่าตอนที่อยู่ที่เดิม ที่โต๊ะทำงานแออัดอยู่ในห้องพักครูรวมกับคนอื่นพื้นที่ว่างบนโต๊ะแทบไม่มี เต็มไปด้วยหนังสือ สมุดนักเรียนที่มาส่งงาน แล้วก็เอกสารท่วมหัว เป็นแบบนั้นได้ไม่ถึงปี ก็มีสัญญาณเตือนภัยในรูปหนังสือราชการมาว่า จะอยู่อย่างนี้จริงๆเหรอ โอกาสมาถึงแล้ว ลองไปดูมั้ย ถ้าไม่ลองครั้งนี้ ไม่มีโอกาสแล้วนะ เอาเป็นว่าโชคเข้าข้างทุกประตู โอกาสนี้จึงเปิดอ้าแขนรับเรา ...ความฝันที่ฝันมาตั้งแต่เด็กเป็นจริงแล้ว (แอบยิ้มในใจ)

ต้องบอกว่าสำหรับเราแล้วคิดอยู่เสมอว่าการเดินทางไปต่างประเทศไม่ว่าจะใกล้หรือไกลย่อมมีเรื่องยุ่งยากไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ยิ่งเป็นคนที่ไม่เคยเดินทางด้วยแล้ว ซ้ำร้ายยังไม่มีคอนเนคชั่นกับใครที่ไหนอีก เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร แต่ก็เก็บมันไว้ในใจ ถ้าวิตกเกินไป ทางบ้านจะบอกว่างั้นก็อย่าไปเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่สามารถทำตามได้ เรื่องยุ่งๆบางทีก็มาจากตัวเรา บางทีก็เป็นเรื่องที่ไม่คาดคิด มูลนิธิฯเจ้าของโครงการเป็นคนดำเนินการให้เกือบทั้งหมดด้านเอกสารการขอวีซ่าต่างๆ มีสิ่งที่เราต้องเตรียมคือหนังสือเดินทาง(เพราะหมดอายุไปนานแล้ว) จองคิวสัมภาษณ์วีซ่า ซึ่งทางมูลนิธิฯก็ย้ำหนักหนาว่าไม่ต้องจ่ายเงินนะคะ แต่พนักงานไปรษณีย์ไม่รู้เรื่องเราก็บอกตามที่ได้ข้อมูลมา แต่เขาก็เก็บ เราไม่กล้าเถียงเพราะไม่เคยมาก่อนไง เลยเสียค่าโง่ไปเลย สามพันกว่าบาทได้มั้ง เสียดายอยู่ ...เรื่องเงินช่างมันเถอะ แต่อดสงสัยไม่ได้ว่า คุณกฤต ไปขอวีซ่าอย่างไร ได้ตั้ง "สิบปี" อิจฉาจัง

ก่อนจะได้เอกสารก็มีเรื่องต้องหลั่งน้ำตา เพราะว่าเราเป็นเด็กรุ่นที่ไม่มีเล่มสีชมพูประจำตัวตอนคลอด บันทึกการให้วัคซีน หยอดยาไม่ครบ มีความกังวลว่าวีซ่าจะไม่ผ่าน แต่มูลนิธิฯเครดิตดี บอกมาว่าไม่เป็นไร ทั้งๆที่มีแค่คำยืนยันจากแม่ และใบรับรองแพทย์ที่ตรวจโรคตามระบุแล้วเท่านั้น ...ผ่านไป

ตอนที่ตัดสินใจไป รู้ว่ายาก แต่อยากลอง ตัดสินใจสมัครโครงการนี้ ต้องสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษ (ซึ่งไม่มี เหอะๆๆๆ) สัปดาห์นี้สมัคร สัปดาห์หน้าสอบ ตื่นเต้นมั้ย??? ที่จริงไม่มีเวลาสำหรับการตื่นเต้นหรอก แต่ตอนไปสอบก็ตื่นเต้นเพราะต้องเข้ากรุงเทพ ไปคนเดียวด้วยตอนนั้น ตื่นเต้นหนักขึ้นไปอีกตอนที่เจอคนที่มาสอบเหมือนกันเล่าว่า พวกเขาต้องลงทุนมากมายขนาดไหนเพื่อให้สอบผ่าน แค่ค่าสมัคร 5500 บาท (ณ ตอนนั้น) เราก็ว่าเยอะแล้วนะ นี่ต้องลงทุนติวกันอีก คอร์สละสามหมื่นได้ โอ้!พระเจ้า โหดไปมั้ย แต่เขาก็เล่า ติวกันละเอียดเป็นPart เลย ตอบคำถามต้องตอบยังไง สอบเขียนต้องเขียนยังไง แบบไหนได้คะแนนเยอะ ...เราไม่ได้ติวอ่ะ ไม่มีตังค์ แล้วก็ไม่ทันแล้วด้วย ทำได้แค่เอาไฟล์เสียง MP3 ที่มากับคู่มือสอบ TOEIC มาเปิดฟังกรอกหูตั้งแต่เดินทางจากบ้านต่างจังหวัดเข้าสู่กรุงเทพฯ ก็กะแค่ว่าให้คุ้นๆกับสำเนียงเสียงชาวต่างชาติหน่อย ให้พอจับใจความได้บ้าง ส่วนเรื่องพูดเดี๋ยวไปมั่วเอา ฟ้าเป็นใจ โลกไม่โหดร้ายจนเกินไปนัก ผลออกมาไม่ได้ดีเลิศอะไร แต่ก็พอที่จะเป็นเอกสารประกอบการสมัครในครั้งนี้ ...ขอบคุณ

ทีแรกนึกว่ามีเราคนเดียวที่กะว่าจะไปตายเอาดาบหน้าที่โน่น มีคนคิดเหมือนเราด้วยอ่ะ แต่กล้าน้อยกว่าเราหน่อยนึงเพราะก็ยังมีคอนเนคชั่นที่นั่นติดต่อมา ส่วนเราไม่ต้องห่วง บอกที่บ้านอย่างเดียวว่าไม่ต้องห่วง ก็เพราะไม่อยากให้เป็นห่วงจริงๆ รู้ว่าถ้าไปถึงที่นั่นแล้ว ต้องไปที่ไหนต่อก็จริง แต่จะบอกว่าพอเดินทางแล้ว เวลามันก็ไม่ลงตัวหรอก พอคเกตมันนี่เล็กๆน้อยๆที่ทางบ้านและตนเองเจียดไปเพื่อเป็นทุนรอนสำรองจ่ายยามฉุกเฉินก่อนเงินเดือนจะออกนี่ก็ไม่ได้จุนเจือค่าโรงแรมนักหรอก และถ้าจะใช้แลกที่นอนแค่หนึ่งคืน รู้สึกว่ามันไม่คุ้มเลย ไม่เป็นไร ...ไปจัดการเมื่อถึงที่นั่น (คิดง่ายดีมั้ย แล้วประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืมก็เกิดขึ้นจริงๆ) 

16 เมษายน 2550 เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ที่เวอร์จิเนียเทค ข่าวการได้รับเลือกมาถึงแล้วแต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้ไปอยู่แห่งหนตำบลใดในประเทศแห่งเสรีภาพนี้ บอกตรงๆว่าตอนได้รับจดหมายแจ้งสถานที่มา ชื่อเมืองยังอ่านผิด ...เวรกรรม พ่อแม่ที่รู้พอคร่าวๆก็สอบถามกันใหญ่ว่าใช่ที่ที่เราจะไปหรือเปล่า บอกได้แค่ว่าไม่ใช่ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า เหตุการณ์ข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้น

ผ่านทุกอย่างด้วยโชคล้วนๆ รายละเอียดความลำบากลำบนปนความตื่นเต้นยังประทับในใจไม่หาย ตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์แล้วตกรถ ทำให้ต้องขับรถเข้ากรุงเทพฯด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก แต่ก็คุ้มค่า จนถึงวันที่ใกล้เดินทาง ก็ยังทำงานที่โรงเรียนอยู่เลย เดินทางพรุ่งนี้ วันนี้ก็ยังไปสอน ไปหานักเรียน ไปทำงาน ใจหายเพราะถ้าเราไป 1 ปี นักเรียนจะเปลี่ยนไป เรากลับมาเขาอาจจะไม่เป็นเหมือนตอนนี้ก็ได้ ที่จริงคือกลัว แต่ใจมันเรียกร้องสิ่งท้าทายใหม่ๆมากกว่า บอกตรงๆว่าร้องไห้ ที่ต้องจากนักเรียน แต่ไม่เคยร้องไห้ที่ต้องจากครอบครัวในคราวนั้นเลย เพราะรู้แก่ใจว่าสักวันเมื่อมันครบกำหนดเราก็ต้องกลับมา ชีวิตก็ยุ่งจนวินาทีสุดท้ายก่อนวันเดินทาง และไม่มีเวลาไปนั่งร้านกาแฟ ซึ่งเมื่อก่อนตอนนั้นไม่ได้มีเยอะแยะเป็นดอกเห็ดเหมือนปัจจุบันนี้ แม้จะหลงใหลการชงกาแฟ การชงเครื่องดื่มชนิดต่างๆ ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันเมื่ออ่าน บลูมิงตันในวันฝนพรำที่คุณกฤตพูดถึงร้านกาแฟOHO ที่ชงเอสเปรสโซ่ ได้อร่อยนัว แต่ผิดกฎการชงเอสเปรสโซ่อย่างที่ควรจะเป็น แล้วที่ควรจะเป็นมันเป็นยังไง อ่านไปก็ถามตัวเองไป จำได้ลางๆเมื่อตอนที่เคยเป็นพนักงานร้านอาหารว่า ไอ้เจ้าเอสเปรสโซ่เนี่ยะมันเป็นกาแฟร้อนเข้มข้นมาก แก้วเล็กๆ แต่รสชาติไม่เล็กตามแก้วเลย แต่พอมาเจอเอสเปรสโซ่ตามท้องตลาด มีทั้งใส่นมข้นหวาน น้ำเชื่อม นมข้นจืด น้ำแข็ง คือมันแหกทุกกฎความน่าจะเป็นเอสเปรสโซ่ที่เราเคยรู้มา งั้นก็ต้องresearchหน่อย ค้นหาข้อมูลมาค่ะ ...(รูปที่นำมาไม่ใช่เอสเปรสโซ่นะคะ ตระกูลกาแฟเหมือนกันแต่คือไรไม่รู้ เพื่อนสั่ง 555)


ทำการค้นคว้ามาแล้วนิดหน่อยค่ะ เลือกจากหลายเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลเรื่องกาแฟเอสเปรสโซ่ แต่เลือกใช้ข้อมูลจากเว็บไซต์เดียวคือ www.nlcoffee.com ได้ความว่า เอสเปรสโซ่ คือ เมนูกาแฟร้อนชนิดหนึ่ง เข้มข้นแต่ปริมาณน้อย ใช้น้ำร้อนที่อุณหภูมิ 85-96 องศา ดันผ่านกาแฟบดปริมาณ(โดยประมาณ 20 กรัม)ที่แรงดัน 8-9 บาร์ ผลที่ได้ คือ น้ำกาแฟที่มีฟองครีมสีทอง มาตรฐานปริมาณน้ำกาแฟรวมฟองครีมอยู่ที่ 30 ซีซี และยังเป็นพื้นฐานของกาแฟชนิดต่างๆ (ขอบคุณข้อมูลนะคะ) แต่ว่าเดี๋ยวนี้ร้านกาแฟเล็กๆก็สูตรต่างๆกันไป แปลกๆไปเยอะ แต่ก็หวานมันถูกใจกันไป ...อ้วนด้วยขอบอก


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น