วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ใต้ปีกพญาอินทรี

การเดินทางไปสนามบิน ก็คงเหมือนบ้านนอกเข้ากรุงทั่วไป พ่อแม่พี่น้อง ญาติๆ ไปส่งกันเต็มรถตู้  ยังแซวอยู่ว่าขึ้นรถกันครบทุกคนแล้ว เหลือคนที่จะไปนี่แหละ ไม่มีที่นั่ง หลานสาวตัวน้อยก็ไปส่งด้วย ที่จริงหลานสาวก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เราเกือบจะลังเล ถ้าเป็นตอนแรกๆที่ยังตกงานแล้วอยู่บ้านเลี้ยงหลานคงไม่มา แต่นี่เราละวางหน้าที่นั้นไปได้ปีกว่าๆแล้ว และหลานก็โตพอสมควร หลานคนนี้เราเลี้ยงเขามาตั้งแต่อายุได้ 3 วัน (พ่อแม่ไม่ได้ทิ้งไปไหน แต่ว่าพวกเขาต้องไปทำงาน) เราเองลาออกจากงานที่กรุงเทพฯมา เพราะรู้สึกว่ามันสุดทน พอดีประจวบเหมาะกับที่พี่สาวคลอดลูกสาวคนนี้ออกมาพอดี เลยมีงานที่เป็นหน้าที่ยิ่งใหญ่ให้รับผิดชอบมากกว่าการหารายได้ใช้จ่าย จุนเจือครอบครัว หน้าที่ดูแลฟูมฟักให้เขาเติบโตเป็นเด็กดี นี่ก็ค่อนข้างยากแต่ว่าเป็นงานที่รักและเราก็ตั้งใจทำอย่างมาก จนวันหนึ่งเมื่อเราเองต้องนึกถึงครอบครัวของเราบ้าง ก็ได้เวลาที่เราต้องออกไปทำหน้าที่เวิร์คกิ้งวูแมนและหลังจากนั้นก็ไม่มีโอกาสได้ทำหน้าที่นั้นอีกเลย เพราะพี่สาวตั้งท้องลูกคนที่สอง และคลอดออกมาในช่วงเวลาที่เรายังอยู่ที่อเมริกาอยู่เลย ส่วนตัวเราเองไม่ต้องพูดถึง ไม่มีโอกาสได้ทำหน้าที่นั้นอีกแล้ว ...จบไป



ถึงสนามบินก็รอคอยเชคอินอย่างใจจดใจจ่อ มีแต่ความรู้สึกตื่นเต้น แม้จะสัมผัสได้ว่า พ่อแม่มีความอาลัยอาวรณ์ก็ยังไม่สามารถเรียกน้ำตาให้ไหลออกมาได้ เพราะในหัวคิดไว้ตลอดเวลาว่า พอพ้นตรงนี้ไป เราเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบตัวเองทั้งหมด สิ่งศักดิ์สิทธิ์(สิงห์สองตัว มีความหมายโดยนัยว่า ให้มีใจเด็ดเดี่ยวเหมือนสิงห์ หากินได้ง่ายไม่อดอยาก...ดูจากหุ่นเราแล้วคงไม่ยอมอด เหอะๆๆ)ที่มีที่ได้จากคนใกล้ชิดและครอบครัวก็เอาติดตัวไว้ แต่ต้องถอดตอนที่ผ่านด่านเลยคิดว่าเอายัดกระเป๋าสะพายไปก่อนจะดีกว่า  เรื่องความไม่เข้าใจในการเดินทางนี้ ทุกคนตั้งคำถามตลอด ไปทำไม ไปทำอะไร ไปแล้วได้อะไร เราก็ตอบไป หาเหตุผลร้อยแปดพันเก้าว่าการเดินทางครั้งนี้มีข้อดีอะไร แต่ทั้งหมดทั้งมวลในใจคิดแค่ว่า "อยากไป" เรื่องความไม่เข้าใจอะไรไม่เท่ามารู้ทีหลังว่าหลานสาวไม่รู้ว่านี่คือ การเดินทางไกล หลานสาวตัวน้อย เห็นเราเดินเข้าไปข้างใน ผ่านเคาน์เตอร์เชคอิน เดินเข้าด่านตรวจไป คิดว่าคือแค่นั้น เขาไม่รู้เลยว่าหลังจากฉากกั้นนั้นไป การเดินทางของเราช่างแสนจะยาวไกลไปขนาดไหน (มารู้ตอนกลับมาเมืองไทยแล้ว พ่อแม่เล่าให้ฟังว่า หลานสาวตัวน้อย ถามว่า "ทำไมจ๋าเอื้องเข้าไปในนั้นนานจัง ไม่ออกมาสักที" ...เด็กหนอเด็ก)

เส้นทางบินของตั๋วโดยสารคือ กรุงเทพ-นาริตะ-ลาสเวกัส สายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ตลอดการเดินทางเนื่องจากถึงลาสเวกัสแล้วจะต้องเปลี่ยนเครื่องเดินทางต่อไปแคลิฟอร์เนียอีก การขึ้นเครื่องบินไม่ได้สร้างความประหม่า หรือตกใจเท่าไหร่นัก ไม่มีอะไรหวือหวา เครื่องบินออกจะเก่า เท่าที่ฟังจากชื่อน่าจะพอเดาได้ แต่ที่น่าตกใจคือค่าตั๋วโดยสารนี่แหละ เจ็ดหมื่นกว่าบาท ทำงานทั้งปียังไม่มีเงินเก็บเท่านี้เลย พระเจ้าประทานแท้ๆ ตั๋วเป็นแบบโอเพ่น คือไม่ระบุวันกลับ แต่ต่อไฟลท์ไปไหนต่อไหน ละเอียดยิบ เรียกว่าพลาดเวลาไม่ได้เลย การเดินทางโดยเครื่องบิน สำหรับเราค่อนข้างอึดอัดและกดดันพอสมควร ด้วยความกดอากาศที่ไม่ปกติเวลาเครื่องบินขึ้น หรือร่อนลง และไม่ได้โกนหัวเดินทาง ไม่มีหัวโล้นให้ลูบเล่น สิ่งศักดิ์สิทธิ์เอาเข้ากระเป๋าขี้เกียจจะหยิบจะหยกจะจกจะหาออกมากุมมาถือ นึกอยู่ในใจอย่างเดียวว่า "เราต้องรอด" ทั้งๆที่ก็ไม่รู้ว่าต้องรอดจากอะไร แต่ที่ทำให้นึกสังเวช สมเพชตัวเองอยู่กลายๆก็คือสภาพไม่ต่างจากหมูเลยทีเดียว นั่งๆไป ไม่รู้จะทำอะไรก็หลับ ตื่นมาพนักงานบริการบนเครื่องก็เอาของกินมาให้เลือก กินเสร็จพนักงานมาเก็บ ก็หลับต่อ ตื่นมาก็กินอีก ตอนที่จากกรุงเทพไปนาริตะ ก็กินไปสองมื้อ ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงเห็นจะได้ ได้มาลงยืดเส้นยืดสายต่อเครื่องที่นาริตะ แต่การต่อเครื่องบ่อยๆก็ใช่ว่าจะดี โดยเฉพาะกับคนบ้าหอบฟางอย่างเราแล้วเนี่ยะ เอ่อ ...คือมันลำบากมากเลยกับสัมภาระทุกสิ่งอัน อะไรจะเยอะ เข็มขัด รองเท้า ต้องถอดออกหมด ไหนจะกระเป๋าแครี่ออน อีกหนึ่งใบ กระเป๋าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คอีกหนึ่งใบ (บอกตัวเองให้จำไว้ ว่าอย่าเยอะ) แต่ที่บินนานมากก็จากนาริตะ ไปลาสเวกัส นี่สิ...สภาพหมูที่แท้จริงถึงออกมา กินแล้วก็นอน กินแล้วก็นอน จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ากินไปกี่มื้อ นับเวลาการเดินทางก็น่าจะค่อนวันเข้าไปแล้วเมื่อมาถึงลาสเวกัส ตอนที่ก้าวเท้าเดินดุ่มๆลงจากเครื่อง  และเหยียบเข้าสู่สนามบิน มองไปรอบๆ ในใจก็คิดว่า "นี่หรือคืออเมริกา" (แวบนึงที่ผุดขึ้นมาคือ ...เหมือนในหนังเลย)


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น