ปกติเวลาอ่านหนังสือจะมีคำนำ บทนำ รวมถึงเกริ่นนำนี่ด้วยละมั้ง (ไม่แน่ใจ) แต่จะใช้คำว่าเกริ่นนำ เพราะว่าอยากอรัมภบทถึงที่มาที่ไปในการเขียนบล็อก "ตอบกลับบลูมิงตันในวันฝนพรำ"
หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือเล่มแรก ที่อยากอ่านเพราะเกิดความสนใจในตัวผู้เขียนก่อน บอกตรงๆเลยว่าเห็นครั้งแรกแบบสะดุดตาก็บนหน้าเฟซบุค ที่เพื่อนๆพากันโพสต์ภาพ ที่ได้ไปถ่ายรูปคู่ด้วย แล้วก็มีข้อความแสดงความปลาบปลื้ม ปลื้มปริ่ม มากมาย ทำให้เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า เขาคนนี้เป็นใครหนอ แต่ความสงสัยมันก็ไม่ได้อยู่นานนักหรอก เพราะเดี๋ยวนี้ชีวิต 4G กันแล้ว ก็คอมเมนท์ถามโดยพลัน ได้ความมาว่า เขาคืออาจารย์ (อารมณ์ตกใจปนอิจฉา ทำไมตอนเราเรียนหรือทำงานแถวนั้นไม่เห็นมีอาจารย์ดูดีอย่างนี้บ้าง) แค่นั้นไม่พอหรอก เพื่อนรุ่นพี่ของเราก็ให้ข้อมูลมาอย่างดีว่า เขาเป็นดาราด้วยนะ (ไม่กล้าเถียง เขาดูดีมากจริงๆ อาจจะเป็นดารา แต่ว่าเราไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน หรือจะพูดให้ถูก เราจำหน้าเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ) ช่างเถอะ เรื่องเขาเป็นดาราน่ะ หาข้อมูลเขาหน่อยดีกว่า (ไม่ได้ว่างนะคะ แต่ทำได้เพื่อเรื่องที่อยากรู้อยากเห็น ^^) ค้นๆ โปรไฟล์เขาออกจะตรึม นายแบบโฆษณา(โฆษณาสินค้าหรูๆ มาดดีๆทั้งนั้น ประเภทแบกปูน โบกตึกนี่ไม่มีอ่ะ) มิวสิควิดีโอ (แนวเจ้าชู้มีผู้หญิงหลายคน อ่ะ..ก็ตามหน้าตา) ละคร (ยังไม่ได้เข้าไปเจาะฐานข้อมูลในส่วนนี้ รู้แต่น่าจะเคยเห็นหน้าแบบว่าลืมไปแล้วว่าเขาคือใครสักคนในเรื่องคุณชายปวรรุจ) เฮ้ย!!! ตกใจอย่างหนัก เขาวิ่งด้วย เป็น นักวิ่ง ๆ ๆ เชียวนะ (พอดีก็วิ่งเหมือนกัน แต่วิ่งด้วยความไม่ชอบ แต่ก็วิ่งอ่ะ)
ส่องเฟซบุคแฟนเพจอยู่พักใหญ่ ตัดสินใจว่าปลื้มล่ะ แต่ปลื้มที่เขาเป็นอาจารย์ที่ดูดี อันนี้อ่ะ มาแรงแซงเหนือทุกเหตุผลเลยทีเดียว แล้วเขาเป็นอาจารย์สาขาอะไรก็ไม่เป็น มาเป็นอาจารย์สาขาปรัชญาฯ (คือเขาจบ ป.โท ทางนี้มาโดยตรงด้วยอ่ะ) สงสัยเล็กๆว่า เฮ้ย!!! น้องอาจารย์คนนี้ ยังเด็กอยู่เลย สนใจด้านปรัชญาด้วยเหรอเนี่ยะ เอาจริงเอาจังขนาดเป็นอาจารย์กันเลยทีเดียว (คือเราน่ะ หยุดเรียนต่อ ป.โท ก็เพราะวิชานี้นี่แหละ เราว่ามันเข้าใจยากอ่ะ แต่มาถึงตอนนี้ เราว่าวิชาอะไรก็เข้าใจไม่ยากเท่าจิตใจคนหรอก ประสบการณ์มันสอนเรามาแล้ว) สืบค้นโปรไฟล์กันต่อไป ป้ายประกาศหน้าตึกมหาวิทยาลัยบอกว่า เขาเป็นนักเขียน (คนอะไรจะทำอะไรได้เยอะแยะ ...อันนี้เริ่มแอบทึ่ง) เจอคลิปรายการสัมภาษณ์เกี่ยวกับงานหนังสือของเขาทางยูทูป ก็ดูซะหน่อย (จบ 2 ตอนที่มีน่ะแหละ) สนใจอยากอ่านหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเลย ฟังเขาเล่าแล้วอาการคล้ายๆกัน แบบว่าอยู่ไม่ได้แล้วอ่ะ ต้องไป ต้องไปที่ไหนสักที่ ไปแล้วจะเจออะไรให้มันรู้กันไป ไปแล้วตอนแรกอยากกลับ อยู่ไปๆไม่อยากกลับเลย เหมือนเพิ่งจะปรับตัวได้ ก็ต้องกลับแล้ว แล้วก็ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีในชาตินี้จะได้กลับไปอีก ...ฟังเขาเล่าถึงหนังสือ บลูมิงตันในวันฝนพรำ แล้ว นึกถึงตัวเองว่า ทำไมไม่คิดจะเขียน "ดีเคลป์ในวันหิมะโปรย" บ้าง ที่จริงก็ไม่ใช่ไม่คิดจะเขียน แต่งานเขียนที่เริ่มๆไว้ ไม่เคยจบลงสักเรื่อง ไม่ต้องคิดถึงขั้นตีพิมพ์หรอก แค่จบเป็นเรื่องๆให้สมบูรณ์นี่ยังไม่มีทีท่า แบบว่าทำงานตามอารมณ์ไง พออารมณ์มาตัวหนังสือก็พรั่งพรู แต่พอพ้นจากอารมณ์ตรงนั้น เค้นเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าไอ้ที่วางไว้ว่าจะเขียนอย่างนั้น พลอตเรื่องอย่างนี้มันหายไปไหนหมด
ช่วงชีวิตตอนนี้ก็เหงาๆ คือถ้าจะให้ทำงานจริงๆก็ลืมไปเถอะความเหงา แต่จะมีแต่ความเครียดมาแทนที่ บางวันทำงานเสร็จไปเกือบสิบอย่าง แต่ยังมีอีกร้อยอย่างรอคิวอยู่ ก็นะ ...งานอ่ะ มีงานอยู่เสมอ แต่งานไหนที่จะทำให้เรามีความสุขด้วย ก็ต้องแบ่งๆเวลากันไป เริ่มวางแผน ต้องไปซื้อหนังสือมาอ่าน อ่านเสร็จเราจะไปขอลายเซ็นผู้เขียน อาจารย์สอนปรัชญาหน้าหล่อสุดเท่ห์ (อยู่ใกล้แค่นี้เอง ...อยากเจอสักครั้ง) เหมือนชีวิตเริ่มมีความหวังอีกครั้ง หลังจากที่ผิดหวังครั้งใหญ่มาหมาดๆ แต่อะไรที่ดูเหมือนใกล้ ก็ไม่ได้ใกล้อย่างที่คิดหรอกนะ จะว่าไปบางคนเดินแทบจะชนไหล่กัน ยังมองไม่เห็นกันเลยก็มี เพราะฉะนั้น ในวันที่มีโอกาสได้ไปเยือนสถานที่ทำงานของเขา แม้ว่าจะนั่งรออยู่แถว ๆ นั้น แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เจอ (ณ ตอนนี้มากสุด เราโพสต์เฟซบุคแฟนเพจ และเขากดไลค์ตอบกลับมาบ้างนิดหน่อยตามสมควร) รออยู่ทั้งวันไม่ได้หรอก คนเราก็มีธุระ ไม่เจอก็ไม่เป็นไร ถามว่าผิดหวังมั้ย??? .....บอกเลยว่ามากกกกก อ่ะ แต่มาคิดอีกที การได้เจอเขาคือความหวัง คนเรามีหวังก็จะเดินหน้าต่อไป ถ้าได้เจอเขาง่ายๆ ก็สมหวังเร็ว แล้วชีวิตอาจจะต้องซังกะตายอีก เพราะได้อย่างที่หวังทั้งๆที่ยังไม่ได้พยายามทำอะไร (แต่ให้พยายามขนาดร้องแร่แห่กระเชิงนี่ก็ไม่ไหวนะ ให้สบโอกาสเหมาะจริงๆ หรือเพราะมันคือโชคชะตา จะเป็นอะไรที่ปลื้มมากกว่านะ) ...แต่ตอนนี้ นึกอยู่อย่างเดียว กลัวเขารำคาญอ่ะ (แบบในใจอาจจะคิดว่า อีป้านี่อะไรนักหนาเนี่ยะ โพสต์มาอยู่นั่นแหละ สงสัยว่างจัด ...ขอแก้ข่าวว่า ไม่ว่างมากนักหรอกค่ะ แต่ถ้าว่างเมื่อไหร่ก็ไม่พลาดค่ะ ^^ ...คิดเอาเองว่า จากประสบการณ์การเป็นดารานักแสดงมา เขาไม่ว่าเราหรอก ถ้าเขารู้ว่าเราเป็นติ่ง)
ที่จริงก็เหมือนกลับมาเยี่ยมบ้านเก่าที่เราเคยอยู่ ตึกนี้น่ากลัวยังไงก็ยังน่ากลัวอย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง แต่ที่ดูสดใสขึ้น ก็คงเพราะ...(อย่ามากเกินไปนัก ไม่งาม ๆ - บอกตัวเอง -.-) อะไรกัน เหมือนเขาจะทาสีใหม่ไม่ใช่รึ???
เอาล่ะ แผนที่วางไว้ ไม่ได้ตามแผน จากที่บอกไว้ว่าจะไปซื้อหนังสือมาอ่าน เราควรจะได้อ่านมันตอนปิดเทอม แบบว่าอยู่บ้านลั้ลลา แผ่หลาอ่านหนังสือ ไม่ได้อะไรสักอย่างเนื่องจากว่า รถเสีย คือเดินทางก็ไม่ได้ (เรียกได้ว่าขาดแขนขากันเลยทีเดียว) ซ่อมมาเสร็จจะอะไรซะอีกละคะ ...ก็เงินหมดนะสิ รอก่อนน้าาา บลูมิงตันในวันฝนพรำ จนเปิดเทอมแล้ว ก็ยังไม่ได้ไปซื้อสักที จนมีโอกาสไปดักซุ่มรอโจมตี (ไม่ใช่มั้ง ...แค่ไปดักรอ อยากเจอเฉยๆ) ก็ไม่มีข้ออ้างว่าจะไปเจอทำไม ไม่มีหนังสืออยู่ในมือนี่ไปไม่เป็นเลย แต่พอพลาดหวังคราวนั้น ก็คิดว่าเหมือนจะอีกนาน หรืออาจจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว ตัดสินใจเดินเข้าร้านหนังสือเพื่อมองหา บลูมิงตันในวันฝนพรำ แต่ก็หาเจอไม่ สอบถามพนักงานได้ความว่า ที่หน้าร้านหมด ต้องสั่งไว้นะคะ ค่ะ สั่งก็สั่ง ...สั่งวันนี้ อีกสองสามพรุ่งน้องพนักงานก็โทรมาเลยว่าหนังสือได้แล้วนะคะ "ค่ะ ...แต่พี่คงไปรับได้วันศุกร์ล่ะค่ะ" ข้ามไปเป็นสัปดาห์เลยทีเดียว พอวันศุกร์มาถึงก็ไม่ลืมว่าจะต้องไปรับ น้องพนักงานยังหาไม่เจอแต่เราจำสันหนังสือได้ เล่มนั้นแหละที่น้องกรีดนิ้วพาดผ่านไปอยู่สองสามรอบน่ะค่ะ (จำได้จากรายการสัมภาษณ์ว่าหน้าตาสีสันประมาณนั้น) แล้วก็ใช่เล่มที่เราจ้องไว้จริงๆ แค่เห็นปกหนังสือก็ดีใจ (บ้าหรือเปล่าเนี่ยะ) กลับบ้านมา อ่านคำนำไปนิดนึง ก็ตื่นเต้นแล้ว ไม่รู้เหมือนมีบางอย่างในเนื้อหาสะกิดใจเราให้นึกถึงการเดินทางเมื่อนานมาแล้วของเรา อยากเขียนบ้าง แต่คงเขียนอย่างเขาไม่ไหว ขอเป็นบันทึกแบบง่ายๆ จากเราถึงเขา (จากคนหนึ่งถึงอีกคน) จะน่าอ่านเหมือนหนังสือที่เราตั้งใจตอบกลับหรือเปล่า เราเองก็ไม่คิดอาจเอื้อมไปเทียบได้ แต่เราอยากบอกว่า เขาเลือกถูกแล้วที่มาเป็นอาจารย์ เพราะคนที่จะเป็นครูบาอาจารย์ได้ดี ไม่ใช่แค่คนที่สอนเก่งหรอกนะ แต่เป็นคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นได้ต่างหาก (นึกแล้วก็อิจฉา...เราเองก็อยากเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆของเราเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าพอจะไหวมั้ย)
เอาละ...เขาคือ "วาฬ" ตัวนั้นสำหรับเรา ที่บอกเราว่าออกเดินทางได้แล้ว ...และเรากำลังจะออกเดินทาง ไปพร้อมๆกับเรื่องราวของเขา (รับรองว่าไม่สปอยล์ บลูมิงตันในวันฝนพรำ ค่ะ เพราะก็อยากให้ทุกคนได้อ่าน ตื่นเต้น และมีความสุขเหมือนกับเรา)
ป.ล. บล็อค Reply to BloomingtonBook นี้ ไม่ได้มีเจตนาสปอยล์ หรือเผยแพร่เนื้อหาแบบแบไต๋หมดเปลือกนะคะ แค่อยากแบ่งปันเล่าเรื่องการเดินทางของเราบ้าง(เนื่องจาก พออ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว บางตอนเราก็ย้อนนึกถึงการเดินทางของเราเหมือนกัน...คิดถึงมัน และอยากมีโมเมนต์แบบนั้นอีก) อยากเล่าเรื่องราวการเดินทางโดยใช้แรงบันดาลใจ ผ่านการเดินทางไปกับ บลูมิงตันในวันฝนพรำ และโดยใช้หัวข้อต่างๆตามหนังสือ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะเขียนเรื่องราวที่เนื้อหาในหัวข้อต่างๆทำให้เรานึกถึงประสบการณ์อันมีค่าในครั้งนั้น ...ขอบคุณหนักมาก สำหรับแรงบันดาลใจ ในการเริ่มต้นเขียน(อีกครั้ง) ในครั้งนี้ (มันดูเหมือนมีทีท่าว่าจะเขียนได้จนจบซะด้วยสิ) ^^


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น